FAN-FICTION กุหลาบแวร์ซายส์ : รักริษยา
fanfiction ที่เขียนขึ้นมานี้ ได้ไอเดียมาจากบรรดาแฟนๆของการ์ตูนเรื่องกุหลายแวร์ซายส์ ซึ่งตัวละครต่างๆในเรื่องนี้นั้น ผู้เขียนมิได้เป็นคนคิดริเริ่ม หากแต่เป็นผลงานของ อาจารย์ Ikeda Riyoko ผู้ถือลิขสิทธิ์ผลงานเรื่องกุหลาบแวร์ซายส์แต่เพียงผู้เดียวอนึ่ง fanfiction ที่ผู้เขียนได้นำมาบันทึกไว้ยัง ณ ที่นี้ เพื่อร่วมแชร์ความเพลิดเพลินกับผู้อ่านทุกท่าน เท่านั้น มิได้หวังจะนำไปเผยแพร่เพื่อประโยชน์ส่วนตัวในด้านการค้าหรือการเงินใดๆทั้งสิ้น
ยังไม่ทราบว่าควรจะลงไว้ที่ห้องไหน ก้อเลยขอเอามาลงไว้ที่นี่ก่อนนะคะ อยู่ดีๆ มันก้อเกิดอยากจะเขียนขึ้นมา ...
ตอนนี้ จะมีรายละเอียดและคำพูดของตัวละครที่อิงมาจากหนังสือการ์ตูนในช่วงแรกนะคะ
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
ท่ามกลางความมืดสลัวของค่ำคืนที่เงียบสงัด ม้าสองตัวค่อยๆก้าวย่างมาสู่อาณาเขตของคฤหาสน์จาร์เจอย่างเชื่องช้า สายลมเอื่อยพัดผ่านไปอย่างเงียบเฉียบ ทว่า เจ้าของร่างบนม้าสองตัวนั้น คุยโต้ตอบกันพอได้ยินกันเองเป็นระยะๆ .... โดยมาก จะเป็นบุรุษร่างสูงใหญ่ผมสีดำขลับในเครื่องแบบทหารผู้น้อย ที่เป็นฝ่ายสนทนาให้อีกฝ่ายเป็นผู้ฟัง
พระเจ้าอยู่หัว กับพระราชินี แพ้พ่ายต่อประชาชนโดยสิ้นเชิง เนื่องจากปฏิกิริยาต่อต้านรัฐมนตรีการคลังจากประชาชนพุ่งขึ้นสูงถึงขั้นสุดขีด!!
ภาพวาดของ ร.ม.ต. บริแอนน์ ถูกเผาเป็นจุลกลางถนนกรุงปารีสท่ามกลางความยินดีของประชาชน พร้อมกับเสียงเรียกร้องต้องการให้ แจ๊ค เน็กเกล ขึ้นเป็น ร.ม.ต.การคลังอีกวาระหนึ่ง เนื่องจากการปรับอัตราภาษีครั้งใหม่ ไม่เป็นที่ยอมรับ!!
ร่างสูงระหง บอบบางที่ซ่อนกายไว้ในเครื่องแบบนายทหารชั้นสูงแห่งกองทหารฝรั่งเศส นั่งเงียบอยู่บนม้าพันธุ์อาหรับสีขาวชั้นดี ลอบถอนหายใจในความมืด ... แม้จะรู้ดีว่า ผู้ที่อยู่บนม้าสีน้ำตาลเข้มที่เคียงข้างมาด้วยตลอดทาง เป็นผู้ที่ตนจะสามารถเผยความในใจด้วยได้มากที่สุด หากก็มิวายวาบลึกในใจจนมิอาจพูดออกมาได้
หรือจะถึงวาระพินาศของสถาบันพระมหากษัตริย์จริงๆหนอ?...
บุรุษผู้เป็นฝ่ายพูดมาเกือบจะตลอดทางส่งเสียงเตือนให้ผู้มีตำแหน่งสูงกว่า
"ออสการ์ ถึงโรงเก็บม้าแล้วล่ะ"นั่นแหละ ร่างระหงจึงเงยหน้าขึ้นมามองภาพที่อยู่ตรงหน้าอย่างมึนงงชั่วครู่ ... หากว่าไม่ได้มีเสียงเตือนมาจาก เขา แล้วล่ะก็ ม้าสีขาวตัวที่ หล่อน ขี่ คงจะเดินเรื่อยเปื่อยไปจนสุดทางเดินจนชนประตูคอกม้าแน่ๆ
ใช่ว่าเขาไม่รู้จักเธอดี ...
สตรีในเครื่องแบบทหาร ที่ดูเผินๆ คล้ายบุรุษรูปงามคนนี้ กำลังจมอยู่ในห้วงความคิด... เขา "ทัน" ก้าวมาถึงหน้าห้องพักของเธอในบ่ายวันนั้น พร้อมกับได้ยินรายงานข่าว"พวกขุนนางที่เป็นปฏิปักษ์ต่อราชบัลลังค์ เป็นตัวการยุยงประชาชนให้ลุกฮือครับ ผ.บ.!!"
ม้าทั้งสองตัวถูกเก็บเรียบร้อยในคอกม้า ... ให้ยังไง หล่อนก็ยังยืนรอเขาอยู่โดยไม่แยกตัวเข้าคฤหาสน์ไปก่อน ... เขาเองก็รู้และซาบซึ้งดีว่า
ระหว่าง เขา กับ ออสการ์ นั้น เส้นพรมแดนระหว่าง ราชนิกูล และคนธรรมดา ไม่เคยเกิดขึ้น ... เขาเป็นทั้งเพื่อนเล่น ทั้งพี่ชาย และคนสนิท... ทั้งๆที่หล่อนจะคิดว่า เขาเป็นเพียงคนรับใช้เสียก็ได้
แต่หล่อนก็รอเขา โดยไม่เข้าบ้านไปก่อน
ร่างโปร่งระหง ยืนเงียบราวกับต้องการใช้ความคิดเพียงลำพัง ... ผมสีทองยาวสลวยเป็นคลื่น ส่องแสงเป็นประกายราวกับจะหยอกล้อกับแสงจันทร์ในค่ำคืนนั้น ดวงตาสีเขียวมรกตคู่นั้นที่เป็นหลักฐานชิ้นเดียวว่า สตรีที่อยู่ตรงหน้าเขา มิได้เงียบสงบดั่งอาการที่แสดงออก!
คนทั้งคู่ค่อยๆเดินมาสู่หน้าประตูทางเข้าคฤหาสน์จาร์เจ โดยบุรุษร่างสูง เดินก้าวช้ากว่าสตรีผู้นั้นเล็กน้อย ... เป็นหน้าที่ของเขามาตั้งแต่ครั้งยังเยาว์วัย ที่จะต้องปกป้องออสการ์ และเขาเองก็ยินดีที่จะเดินตามหลังเธอ
ราวกับเงา!
"นายคิดว่ายังไงล่ะอังเดร?" ที่สุด หล่อนก็เอ่ยปากถามความเห็นจากเขาหลังจากเงียบงันครู่ใหญ่
"เรื่องมันชักจะไปกันใหญ่แล้วนะ..." อังเดรตอบรับ
"แล้วยิ่งตอนนี้ สภาสูงของกรุงปารีส...ก็ยังไม่อนุมัติอัตราภาษีใหม่ด้วยนะ"ใช่สินะ... สภาสูงไม่มีวันยอมรับความคิดที่จะกู้เงินมาอีก 420ล้าน livre พร้อมยังปรับอัตราภาษีใหม่แน่นอน ... ชายหนุ่มคิดในใจโดยไม่ได้พูดออกมา
ชั่วขณะหนึ่ง ... หญิงสาวรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง... ออสการ์หันไปมองอีกฟากหนึ่งของคฤหาสน์แล้วเปรยออกมาเบาๆ
"...มีแขกมาหรือไงนะ ไฟถึงได้เปิด?" หล่อนหมายถึงแสงเทียนที่มาจากห้องรับรองแขกชั้นบนของคฤหาสน์
เมื่อเดินเข้ามาสู่บริเวณห้องโถงใหญ่ คนทั้งคู่ได้ยินเสียงคล้ายกับใครสักคนกำลังสะอึกสะอื้น ... อังเดร ผู้ซึ่งเหลือดวงตาที่ยังมองเห็นเพียงข้างเดียว ได้แอบฝึกตนเองให้มีความไวกับการฟังโดยที่ไม่ยอมบอกสตรีผู้มีศักดิ์เป็นเจ้านายของตน... ค่อยๆสะกิดออสการ์ เพื่อบอกว่า ต้นตอของเสียงมาจากไหน
"แม่บ้าน??" ออสการ์ชะงักไป เมื่อพบคุณแม่บ้านที่เลี้ยงตนมาตั้งแต่แบเบาะ นั่งซุกกายสะอื้นอยู่ข้างหลังราวบันได "เป็นอะไรไป? ร้องไห้ทำไมกัน?"
สตรีสูงวัยสวมแว่น ท่าทางใจดีในชุดกระโปรงยาว เงยหน้าขึ้นมาจากฝ่ามือที่เปียกไปด้วยคราบน้ำตา ... ออสการ์สืบเท้าเข้าไปหาโดยเร็ว
"คุณ...คุณหนูคะ?"
"เกิดเรื่องอะไรขึ้น แม่บ้าน ใครมาที่นี่ บอกมาซิ?"ตั้งแต่เล็กจนโต ออสการ์จำได้ว่าคุณแม่บ้านมักจะร้องไห้แบบนี้ หากว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวหล่อน
ครั้งที่หล่อนดื้อรั้นกับพ่อ จนถึงขั้นถูกลงโทษทุบตี หรือไม่ก็ตอนที่เจ็บตัวจากอุบัติเหตุเกือบเอาชีวิตไม่รอด ... คุณแม่บ้านผู้เลี้ยงหล่อนมาราวกับเป็นลูกในไส้ ร้องไห้ราวกับเจ็บปวดมากกว่าหล่อนเสียอีก
มันต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ!
หญิงชราสะอึกสะอื้น กอดออสการ์ไว้แน่น
"ท่านค่ะ... คุณผู้ชายจะ...จะให้ คุณหนูออสการ์ แต่งงานเจ้าค่ะ!"หญิงสาวรู้สึกราวกับแผ่นดินบนโลกนี้แตกแยกจนไม่อาจจะทรงตัวอยู่ได้ ... หล่อนกำลังจมสู่เบื้องล่าง จนรู้สึกเหน็บหนาวตั้งแต่สันหลังจนถึงปลายนิ้วมือ
แต่งงาน??!!
ชั่ววูบเดียวที่ออสการ์รู้สึกว่าโลกทั้งโลกเงียบสนิทและหนาวเหน็บ หล่อนกลับฟื้นคืนสติ เพราะเสียงดาบที่ร่วงลงสู่พื้นห้องจากมือของอังเดร ... หล่อนหันขวับมาทางเขา แล้วก็รู้ได้เองว่า มิใช่แค่โลกของหล่อนที่ราวกับจะพังทลายในวินาทีนั้น... หล่อนรู้จากสีหน้าของเขา
บุรุษผู้ที่รักเธอดังแก้วตาดวงใจคนนี้ ก็ได้ดิ่งลงสู่นรกทั้งเป็นเช่นกัน!
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
ใบหน้าของหญิงสาวซีดเผือดราวกับกระดาษ แม้ว่าบุรุษผู้ที่เป็นคนสนิทของหล่อน วิ่งผลุนผลันออกจากห้องนั้นไปแล้วด้วยความตระหนก
ดาบที่ตกอยู่ที่พื้น ยังคงอยู่ที่เดิม ...
โอ อังเดร!
"อิฉันไม่ยอมนะคะ ไม่ยอม! ไม่ยอมให้ใครเอาคุณหนูไปหรอก!" หญิงชรายังคงสะอึกสะอื้น โดยมิได้หันไปห่วงหาหลานชายที่วิ่งหลบไปแล้ว
แม้ในใจหล่อน จะรู้ดีว่าหลานชายผู้ที่หล่อนนำมาอุปการะภายใต้ชายคาของบ้านจาร์เจแห่งนี้ จะเจ็บปวดเพียงใด เพราะเขารักและเทิดทูนบุตรีของนายผู้ชายท่าน มากกว่าชีวิตของตัวเขาเองเสียอีก ... ทว่า ... หล่อนก็รู้อีกเช่นกัน
เขามีสิทธิ์อย่างมากที่สุดที่จะทำได้ก็เพียงเท่านี้
แม้แต่คำพูดตัดพ้อ แสดงความผิดหวัง เสียใจ เขาก็ไม่อาจจะเผยมันออกมาได้!"คุณหนูออสการ์ นายผู้ชายให้คุณหนูตามไปพบที่ห้องรับแขกค่ะ" แม่สาวใช้คนหนึ่งค่อยๆเรียนเชิญบุตรีของเจ้าของบ้าน ... หญิงสาวนิ่ง ... ค่อยๆหายใจเข้า-ออกอย่างคนที่เตรียมพร้อมจะสู้กับคู่ต่อสู้อย่างระมัดระวัง ดวงหน้านั้นเต็มไปด้วยเลือดฝาดอีกครั้ง ดวงตามุ่งมั่น ราวกับจะเอาชนะ
ใครกัน?
ใครกันนะที่เป็นตัวตั้งตัวตีให้มาแต่งงานกับเรา?
มันคงเป็นคนเสเพล ที่หวังลาภยศ ตำแหน่งของตระกูลเราแน่ๆ!ออสการ์จมลงสู่ภวังค์ความคิดระหว่างที่สาวเท้าย่างก้าวไปสู่ห้องรับแขก ... เดี๋ยวเถอะน่า...
จะฉีกหน้าให้ยับเลยทีเดียว!
บัดดล ร่างโปร่งในชุดทหารก็เชิดหน้าขึ้นเมื่อมาถึงหน้าประตูห้องรับแขกที่บิดาสั่งให้ตนเข้ามาหา ... โดยปกติ หล่อนจะต้องเคาะประตูเพื่อบ่งบอกการมาถึงของตนเอง
ทว่าวันนี้ ออสการ์หมดความรู้สึกที่จะต้องมีมารยาทดี
หญิงสาวเปิดประตูออกกว้างโดยไม่ให้สุ้มให้เสียงต่อผู้ที่อยู่ในห้องนั้น แล้วแฝงตัวเข้าไปข้างในราวกับพายุที่โหมกระหน่ำอย่างแรงนายพลจาร์เจหันหน้ามาเผชิญกับบุตรีด้วยอาการชะงักแกมตกใจเล็กน้อย เพราะไม่คิดว่าหล่อนจะบุกเข้ามาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย ... ทว่าวันนี้ เขาอารมณ์ดีเกินกว่าจะต้องมีปากเสียงกับหล่อน
จะว่าไปแล้ว เขาเองก็ค่อนข้างมั่นใจว่า บุตรีผู้งามสง่าราวกับบุรุษรูปงามของเขา คงจะมีปฏิกิริยาเช่นนี้ไม่มากก็น้อย ... ออสการ์จึงพบว่า บิดามีใบหน้าอมยิ้มละไมราวกับมีความสุขพร้อมสรรพ
ก่อนที่หล่อนจะได้ทอดสายตาไปมองแขกผู้มาเยือนให้เต็มตา ... เสียงทุ้ม ต่ำ แต่บ่งบอกถึงความเอื้ออาทร ของบุรุษ ได้ทักทายด้วยประโยคสั้นๆ
"ท่านนายพล... ไม่ได้พบกันเสียนานนะครับ?"
หญิงสาวรู้สึกแปลก... เสียงนั้น ราวกับว่าหล่อนเคยได้ยินและคุ้นเคย ... ทว่าภายใต้แสงเทียนในห้องนั้น ทำให้หล่อนคิดว่าหล่อนตาฝาดไป แต่บุรุษเจ้าของเสียงที่นั่งอยู่กับบิดา ช่างคุ้นตา ผมสีน้ำตาลอ่อนหยักเป็นคลื่นสลวย ริมฝีปากบาง ดวงตายาวเรียว ดูเย็นเยือก สงบ
เขา... จริงๆหรือ? หล่อนเพิ่งจะมีโอกาสพบหน้ากับเขานอกเครื่องแบบทหารเป็นครั้งแรก ... ออสการ์มั่นใจ เขาคืออดีตลูกน้องในบังคับบัญชาของตนแน่นอน
เจโรเดล?!
ชายหนุ่มผู้อยู่ในชุดแบบผู้ดีชาวฝรั่งเศส โค้งคำนับหล่อนอย่างสุภาพ ... ออสการ์ตะลึงไปชั่วครู่
"นี่มา...เล่นตลกอะไรกัน ร้อยเอกเจโรเดล?!" ชายหนุ่มผู้มาเยือนยิ้มอย่างเยือกเย็น
"ไม่ใช่ร้อยเอก..แล้วครับ ผมเป็นพันตรีแล้วครับ ท่านนายพล!"เขายังคงเรียกหล่อนด้วยยศเดิมที่เคยทำงานเคียงข้างกันมา ตั้งแต่ที่ออสการ์ลาออกมาจากตำแหน่งนายพลกองทหารรักษาพระองค์ของฝรั่งเศสแล้ว หล่อนก็ลืมทุกอย่างภายในวังเสียสนิท เพราะงานที่ค่ายทหารประจำกรุงปารีส แทบทุกวันมีแต่เรื่องต้องคิดต้องทำ ... นอกจากจะไม่มีราชนิกูลเป็นทหารประจำในกองเหมือนครั้งอยู่ในวังแล้ว
หล่อนก็ยังเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียว ทั้งยังเป็นผู้บังคับบัญชาของทหารทั้งกองพลอีกด้วย!
"เอ้อ...ขอโทษ...พันตรีเจโรเดล?" หญิงสาวพยายามตั้งสติ แต่ไม่ทันชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าที่ยื่นมือมาเพื่อจุมพิศมือหล่อนตามธรรมเนียมของหญิง-ชาย
"อยากให้รู้ว่า ผมมีความสุขมากที่ได้รับอนุญาตจากคุณพ่อของคุณให้เข้าออกบ้านนี้ได้ ในฐานะคู่หมั้นของสตรีผู้งามสง่าอย่างคุณ ออสการ์!"
ดวงตาสีมรกตของหญิงสาวขณะนี้ ทอประกายเข้มขึ้นยิ่งกว่าปกติด้วยความตกใจและกราดเกรี้ยว หล่อนสะบัดมือจากเจโรเดลอย่างฉับพลัน
"คุณพ่อ?! นี่มันหมายความว่ายังไงครับ?!"
นายพลจาร์เจนั่งฟังมาตั้งแต่ต้น พูดช้าๆอย่างใจเย็นราวกับกำลังมองเห็นภาพแห่งความสุขอยู่เบื้องหน้า
"ตระกูลจาร์เจ ต้องมีผู้สืบเชื้อสาย... พ่อจะสบายใจได้ ก็ต่อเมื่อเจ้า ให้กำเนิดบุตรชายที่ฉลาด แข็งแรง!"
"คุณพ่อ?!"นายพลจาร์เจ ยังคงมุ่งมั่นกับความคิด
"น่าเสียดายที่ เจโรเดลไม่ใช่ญาติฝั่งเรา แต่หากลูกแต่งงานกับเขา... ตระกูลจาร์เจ ก็คงโด่งดังยิ่งขึ้น พ่อจะได้พักผ่อนซะทีนึง"แต่งงาน?!
กับ เจโรเดล?!ออสการ์รู้สึกว่ามือทั้งสองข้างของตน สั่นเทิ้มจนแทบจะควบคุมไม่ได้ ... หล่อนรู้สึกโกรธ...แต่ก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่า หล่อนโกรธใคร และโกรธอะไร แต่ที่แน่ๆ... เรื่องแต่งงานบ้าบอนี่ ใครจะเป็นต้นคิดก็ตามทีเถอะ...
"ไม่มีเหตุผลจะพูดกันต่ออีก ขอตัวก่อนละ!" หญิงสาวหันหลังจะเดินออกสู่ภายนอกห้อง ... ทว่า มือของบุรุษผู้เคยเป็นอดีตลูกน้องในบังคับบัญชา ทันมาเอื้อมคว้ามือหล่อนไว้
"*แมดมัวแซล!" (*mademoiselle)หญิงสาวชะงักอยู่กับที่ ... เขาเรียกหล่อนว่าอะไรนะ??
"ขอโทษครับคุณออสการ์... ขออย่าได้เข้าใจผิดเลย ผมไม่ได้หวังตำแหน่ง ลาภ ยศ หรือมรดกของคุณแต่อย่างใด... อยากบอกให้คุณทราบว่า ตอนที่ผมพบคุณครั้งแรกในหน้าที่กองทหารรักษาพระองค์นั้น..." เขาจุมพิศมือขาวเรียวของหญิงสาวเบาๆอีกครั้ง ราวกับเป็นสิ่งสูงค่า...
"ผมก็หลงรักคุณมาตลอด ตั้งแต่นั้น! สายตาของผม เห็นคุณเป็นสตรีเต็มตัวตั้งแต่แรก!"
ความรู้สึกอะไรบางอย่างพุ่งพล่านอยู่เงียบๆในหัวใจออสการ์...
เป็นครั้งแรกในชีวิตที่มีคนพูดแบบนี้กับหล่อนเมื่อครั้งที่ได้ถือกำเนิดขึ้นมาในตระกูลจาร์เจ บิดาหล่อนหวังไว้มากว่าเขาจะต้องได้ลูกชายคนแรก แม้จะเป็นเพียงคนเดียวในบรรดาลูกหกคนก็ตามที เขายินดีและพร้อมจะเลี้ยงลูกคนนี้ให้เป็นทายาทที่เพียบพร้อมที่สุดเพราะอยากจะมีทายาทสืบตำแหน่งของตระกูล ทว่า ความหวังของเขาก็ดับสูญ เมื่อลูกคนที่หก กลับกลายเป็นผู้หญิงเสีย ... เขาจึงทุ่มเททั้งชีวิต เลี้ยงลูกคนสุดท้องนี้ ให้เป็นผู้ชาย!
ใช่! ออสการ์มั่นใจมาตลอดว่า ตัวเองเป็นผู้ชาย!!
จนแม้เมื่อเกิดมีความรักข้างเดียวกับ เคานท์ แฟร์ซอง ผู้ซึ่งเป็นคนรักอย่างลับๆของพระนาง มารี อังตัวเน็ตต์... หล่อนก็ยังคงเลือกที่จะเก็บงำเอาไว้เงียบๆเพียงลำพังอย่างเจ็บปวด
แต่แล้วผู้ชายซึ่งอยู่ตรงหน้าหล่อนในขณะนี้กลับพูดว่า เห็นหล่อนเป็นสตรีมาตั้งแต่แรก
ความรู้สึกนี้ มันคืออะไรกันนะ?
ครึ่งนึง ออสการ์รู้สึกอิจฉาเขา ที่มีความกล้าพอที่จะเผยความรู้สึกของตนเองออกมาโดยไม่ใส่ใจว่าตัวเองจะได้รับคำตอบเช่นไรแต่อีกความรู้สึก... หล่อนเองก็ตอบไม่ได้ว่า มันคืออะไร?
"ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้" ออสการ์เอ่ยขึ้นโดยไม่มองตาชายหนุ่มผู้ถืออภิสิทธิ์เป็นคู่หมั้นของหล่อนในคืนนี้
"ถ้านี่เป็นคำสั่ง ผมก็ไม่ขอทำตามครับ!"
"ปล่อยฉันนะ! แล้วลืมเรื่องเมื่อสักครู่นี้ให้หมด กลับไปทำให้ตัวเองตื่นจากไอ้ภวังค์บ้าๆนี่ที่บ้านของแกซะ!!"เจโรเดล ไม่ แม้แต่จะออกอาการโกรธเคืองที่ถูกหยามจากออสการ์ ... เขาเตรียมพร้อมกับเรื่องนี้มาแล้ว...
"คำสั่ง...ใช้บังคับ จิตใจคนไม่ได้หรอกครับ!"
อีกวาระหนึ่งที่คำพูดของเขา เฉือนลงไปในหัวใจหล่อนอีกครั้ง ... ทว่า หญิงสาวต้องรีบออกมาจากห้องนั้นให้เร็วที่สุด! หัวใจหล่อน โบยบินออกมาจากที่นั่นแล้วด้วยซ้ำไป!
"คุณพ่อก็ได้ยินแล้วใช่มั้ย? คำสั่ง ใช้บังคับจิตใจคนไม่ได้หรอก!" สิ้นเสียง ออสการ์ก็สะบัดมือออกจากพันธนาการของมือเจโรเดล แล้วผลุนผลันออกจากห้องรับแขกไปในทันที
เสียงกระแทกปิดประตูโครมใหญ่ ทำให้ออสการ์รู้สึกดีขึ้น ... กลับมาสู่ภาวะปกติ ...หล่อนสับสนน้อยลง เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น
เรื่องบ้าๆ!!
คิดได้แค่นั้น ร่างระหงบอบบางก็เดินแกมวิ่งกลับไปสู่ห้องส่วนตัวที่อยู่อีกฟากหนึ่งของคฤหาสน์เสียงที่ถกเถียงกัน ดังลั่นพอที่คุณแม่บ้านจะได้ยินมาแต่ไกล ... หล่อนได้แต่กระซิกสะอื้นอยู่เงียบๆเพียงลำพัง ... ไม่ใช่หล่อนไม่อยากเห็นคุณหนูที่ตนเองเลี้ยงมา ไปมีความสุขแบบผู้หญิงธรรมดา อย่างที่หล่อนเคยแอบฝันตั้งแต่สมัยที่ออสการ์ยังไม่เข้าโรงเรียนเตรียมทหาร
แต่ ขณะนี้ ...หล่อนได้แต่รู้สึกว่า ภายในใจ มีช่องว่างที่น่าอึดอัดเสียเหลือเกิน... มากมายจนหล่อนเองก็ไม่สามารถทำใจให้รู้สึกดีใจกับข่าวการหมั้นหมายของออสการ์ได้
คืนนี้ อังเดร คงจะไม่กลับเข้ามานอนในบ้านกระมัง...
เขาคงจะอยู่ที่คอกม้า ... พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่า เขา เป็นยังไงบ้างตอนนี้บางครั้งพระเจ้าก็ช่างเล่นตลกกับชีวิตคนเราเสียจริง...
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
* Mademoiselle = Miss หรือ จะเรียกว่า คุณผู้หญิงก้อได้ค่ะ
======
ภายในห้องสีครีมนวลตา ปูลาดด้วยพรมผืนนุ่มหนาชั้นดี หน้าต่างทุกบานรวมทั้งหน้าต่างสไตล์ฝรั่งเศสตรงสุดมุมห้องประดับด้วยผ้าม่านสีแดงเลือดหมูกำมะหยี่เนื้อละเอียด เพดานสูงมีโคมไฟแชนเดอเลียร์ระย้างดงามจุดเทียนไว้สว่างไสว
ทว่า บนเตียงนอนขนาดใหญ่ที่ระยะหลังเจ้าของห้องมักจะโถมตัวลงฟุบหลับไปแทบจะในทันทีหลังจากชำระล้างร่ายกายแล้ว กลับว่างเปล่า
ออสการ์ยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้นั่งเล่นห่างจากเตียงไปเพียงเล็กน้อย บนโต๊ะกลมทำจากไม้โอ๊กนั้นมีโคมไฟส่องแสงสว่างจากเทียนตั้งอยู่ คู่กับไวโอลินตัวโปรด
แต่งงานหรือ?
ให้กำเนิดบุตรชายที่ฉลาดและแข็งแรง?! พ่อคิดยังไงนะถึงได้ทำบ้าๆเช่นนี้ จะให้เราแต่งงาน!มือขาวเอื้อมไปหยิบไวโอลินมาสู่ตัว ทว่านัยน์ตากลับมิได้มีแววของความยินดียินร้ายกับเครื่องดนตรีที่อยู่ตรงหน้าแม้สักนิด ทั้งที่เป็นเครื่องดนตรีที่เจ้าตัวรักใคร่เนื่องจากเป็นสิ่งที่ทำให้หย่อนใจได้ในยามตึงเครียด หญิงสาวกำลังตกอยู่ในภวังค์ที่แสนจะหดหู่
ชีวิตในวัยรุ่นของหล่อน หมดไปกับอะไรบ้าง หญิงสาวรู้ดีถึงความเป็นไปที่เกิดขึ้นในอดีต ทว่า เมื่อหวนคิดถึงเรื่องราวต่างๆแล้ว ก็ทำใจให้ยอมรับกับการต้องกลับมาเป็น ผู้หญิง ดังที่บิดาต้องการไม่ได้
เมื่อวัย 18 เราแสดงตัวเป็นชายต่อหน้าแฟร์ซอง เพื่ออะไรกัน?
แต่แล้ว ทุกอย่างก็จบสิ้นด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำเราสวมเครื่องแบบทหารพร้อมทั้งเก็บความเจ็บปวดใจไว้เพื่ออะไรกัน? เพราะมันเป็นรักครั้งแรกเราถึงอดทน! แต่การที่เราต้องทนนั้น เราทนเพื่ออะไร?! แล้วนี่จะให้เรากลับไปเป็นผู้หญิงดังเดิมอย่างนั้นหรือ?!
จริงอยู่ หล่อนรู้ตัวเองว่า ได้ถือกำเนิดมาเป็นผู้หญิง แต่ 33 ปีมานี้ ออสการ์เคยชินกับการต้องเป็นบุตรชายของตระกูลจาร์เจ เป็นทายาทที่นายพล เชเวอเลียร์ เดอ จาร์เจ ภูมิใจ!
หญิงสาวปรับสายไวโอลินเล่นอย่างเลื่อนลอย ตอนนี้หล่อนมียศถาบรรดาศักดิ์ว่าอะไรนะ? Monsieur De Comte? พันตรี วิคเตอร์ เคลมอนต์ เดอ เจโรเดล เพิ่งเรียกหล่อนว่า แมดมัวแซล เมื่อไม่กี่คืนวาน ออสการ์หัวเราะขื่นๆราวกับประชดตนเอง
เพิ่งถูกเรียกแบบนี้เป็นครั้งแรก!
พระผู้เป็นเจ้า ฉันอยากรู้วันที่ฉันต้องถึงคราวพินาศ! ทำไม
ทำไมถึงไม่ยอมบอกให้ฉันรู้เสียที?!เสี้ยววินาทีที่ความคิดนั้นจบลง ร่างระหงก็ต้องสะดุ้งแล้วเปล่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวดจนสุดเสียง เพราะสายไวโอลินที่หล่อนปรับเพื่อเทียบเสียงให้ถูกต้องได้ขาดผึงมาสะบัดบาดมือเข้า และเพียงแค่อึดใจเดียว เสียงฝีเท้าหนักๆของผู้ชายก็ได้ใกล้เข้ามาสู่หน้าห้องนอนของออสการ์
ออสการ์! เกิดอะไรขึ้น?! อังเดรโพล่งถามทันทีที่เปิดประตูห้องนั้นอย่างรวดเร็ว เขากวาดสายตามองทั้งห้องโดยใช้ความพยายามและสมาธิอย่างสูง และสายตาก็มาหยุดลงที่มือขาวนวลของสตรีผู้เป็นที่รักยิ่ง
เลือดสีแดงฉานไหลรินโดยที่เจ้าของมือมีสีหน้าเจ็บปวด หล่อนกุมมือข้างนั้นไว้หลวมๆโดยกัดฟันไว้แน่น
อังเดร สายไวโอลิน !แค่นั้น ชายหนุ่มผมดำสลวย ก็ถอนหายใจ พร้อมทั้งส่งสัญญาณให้หญิงสาวนั่งรออยู่ในห้องก่อนจะเดินออกไปแล้วกลับมาอีกครั้งพร้อมกล่องปฐมพยาบาลจากในครัว
เอาล่ะ อยู่เฉยๆนะ แล้วส่งมือมา เขาเอื้อมมือไปค่อยๆจับมือข้างที่โดนสายไวโอลินบาดของหญิงสาว
อังเดร สายไวโอลิน .. สายไวโอลินมัน คนเจ็บยังคงกำไวโอลินไว้แน่นไม่ยอมให้ห่างตัว ราวกับว่าตนเป็นคนทำให้ไวโอลินบาดเจ็บ
ปั้ดโธ่เอ๊ย เอาเถอะน่า ไม่ต้องสนใจไวโอลินหรอก วางมันลงก่อนเถอะ
นี่สงสัยว่าฉันจะพูดมากเกินไป พระเจ้าถึงลงโทษ แทนที่สายไวโอลินมันจะมาฟาดที่หัวฉัน ทำไมต้องมาบาดมือด้วยนะ โอ๊ย !! เจ็บจังเลย
หญิงสาวยังคงรำพันไม่หยุดจนอังเดรเริ่มขำ เจ็บปานนี้ ยังจะพูดมากอีก เขาพยายามใส่ยาทำแผลให้หล่อนอย่างเบามือ
จะเสร็จแล้ว คงแสบล่ะสิ
เขาเหลือบมองหล่อนเพียงแว่บเดียว ทันทีที่ร่างระหงทอดสายตามามองเขาเพราะรู้สึกดีขึ้น อังเดรก็หลบสายตา ทำทีขะมักเขม้นกับการทำแผลหล่อนความเงียบทำให้ห้องนั้นคล้ายกับไม่มีบุคคลใดอยู่ นอกจากได้ยินเสียงก๊อกแก๊กจากเครื่องมือทำแผลเป็นระยะๆ ออสการ์ตัดสินใจเปรยกับผู้ที่เป็นทั้งสหาย และลูกน้องในบังคับบัญชา
เหตุการณ์ในปารีส สงบลงบ้างหรือยัง บางครั้งหล่อนเองก็ต้องทำงานเกี่ยวกับเอกสารอยู่ในห้องทำงานของค่ายทหารแทบทั้งวัน การที่มีอังเดรเป็นทหารอยู่ในกองทัพด้วยนั้น ถือว่าเป็นหูเป็นตาให้หล่อนได้อย่างมาก
และอาจจะเป็นเพราะว่า เขาเป็นสามัญชน เขาสามารถหาข่าวความเป็นไปต่างๆได้มากกว่า ขุนนางอย่างหล่อนด้วยซ้ำ!
สงบลง เพราะไม่มีแรงโหมน่ะสิ เขาว่า ดูเหมือนว่า *สภาสูงปารีส จะไม่ยอมอนุมัติอัตราภาษีใหม่กับเงินกู้ 420ล้าน livre ท่าเดียว เห็นได้ชัดเลยว่า อำนาจของพระเจ้าอยู่หัวกำลังถดถอย
ไม่คืบหน้าเลยงั้นสิ ออสการ์แทบจะไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร
เดือนพฤศจิกายน จะเปิดการประชุมสมัชชาใหญ่ เชื้อพระวงศ์และพวกขุนนางจะไปพร้อมหน้าพร้อมตากัน
ประชุมสมัชชาใหญ่หรือ? งั้นก็ เท่ากับว่าเป็นการหักหน้าสภาสูงปารีสน่ะสิ ดยุค เดอ โอเรออง ต้องมาออกโรงอย่างแน่นอนเลย!
นั่นสิ อาจจะมีเหตุการณ์ไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้นะ อังเดรพยักหน้าอย่างใช้ความคิดออสการ์อดถอนหายใจไม่ได้ พอถึงตอนนี้แล้ว หล่อนเองก็ไม่แน่ใจว่า จะเป็นจริงดังที่อังเดรพูดหรือเปล่า
สภาสูงปารีส ต้องถึงกาลพินาศลงแล้วหรอนี่ ?และราวกับว่า การสนทนาได้จบลงเพียงเท่านั้น ทั้งคู่กลับสู่ภาวะเงียบงันอีกครั้ง บุรุษผมดำที่อยู่ตรงหน้าหล่อน ก้มหน้าก้มตาทำแผลให้ และหล่อนเองก็ทอดสายตาไปยังที่อื่นราวกับครุ่นคิดอะไรที่เป็นเรื่องธุระการบ้านการเมือง แต่ทว่า คล้ายกับวิญญาณของคนทั้งสอง แอบคุยกันเองอย่างเงียบๆ
ไม่ใช่
ที่เราอยากคุยกัน ไม่ใช่เรื่องนี้! เรากำลังใช้คำพูดหลอกซึ่งกันและกัน!ภายใต้แสงเทียนที่สว่างไสว อังเดรกลับรู้สึกว่าห้องนั้น มืดทึบ เงียบเหงาและเย็นชาจนเขาเองเริ่มจะหมดความอดทนที่จะต้องทำทีเข้มแข็งต่อไป ออสการ์สังเกตเห็นมือของชายหนุ่มสั่นไหว แต่เมื่อคิดจะขยับปากถาม เขาก็ลุกพรวดขึ้น
ที่เหลือให้ย่ามาช่วยจัดการทีก็แล้วกันนะ เท่านั้น แล้วเขาก็ผลุนผลันออกจากห้องหล่อนไป ได้ยินเสียงเขาร้องเรียกคุณแม่บ้านให้มาดูอาการของออสการ์อยู่ไกลๆ
หญิงสาวยังคงนั่งเงียบอยู่บนเก้าอี้ ราวกับร่างที่ไม่มีวิญญาณแต่ยังมีลมหายใจ หล่อนไม่ได้เรียกเขาไว้ และไม่ได้ตามไป
น่าแปลก ที่หล่อนกลับรู้สึกเจ็บแปลบในหัวใจ มากกว่าเจ็บแผลที่มือมากมาย และออสการ์มั่นใจว่า ไม่จำเป็นที่หล่อนจะต้องตามเขาไป หล่อนรู้ดี
ความเจ็บปวดที่รู้สึกอยู่นี้ อาจจะยังเทียบไม่ได้แม้เพียงเสี้ยวหนึ่งของอังเดรด้วยซ้ำไป!=======
* สภาสูงปารีส ประกอบด้วยผู้พิพากษา ซึ่งมีเชื้อสายขุนนาง เป็นที่พอใจของประชาชนมาก เพราะมีสิทธิ์ตัดสินพระบรมวงศานุวงศ์และรัฐบาล ผู้พิพากษาเหล่านี้ มีความเกลียดชังในตัวพระเจ้าแผ่นดินเนื่องจาก ถูกห้ามเข้า-ออกในวัง
สภาสูงมีทั่วฝรั่งเศส 14 แห่ง เป็นสถานพิพากษาชั้นสูงสุดในระบบศักดินา
ส่วน สมัชชาใหญ่สามชั้น ประกอบด้วย
ชั้น1 พระนักบวช
ชั้น2 ขุนนาง
ชั้น3 สามัญชนเป็นการรวมตัวเพื่อออกคำสั่งตัดสินพระเจ้าอยู่หัวที่ใช้อำนาจเพื่อเป็นประโยชน์ต่อตนเองมากเกินไป แต่ทว่า การประชุมสมัชชาใหญ่ในปี1789 นี้ กลุ่มสมัชชาชั้นสาม มีขุนนางปะปนอยู่เป็นจำนวนมาก
======
แสงแดดในยามเช้าบ่งบอกว่าเวลาคงจะล่วงเลยไปจนถึงเก้านาฬิกาแล้ว ทว่ากลุ่มนายทหารทั้ง8 คน แม้นจะเหน็ดเหนื่อยมาจากการอยู่เวรยามเมื่อคืนนี้ตั้งแต่เที่ยงคืน ก็ยังคงกอดคอคุยกันเสียงดังอย่างอารมณ์ดีเช่นเคย
แต่นั่น อาจจะไม่รวมไปถึง อาแลน เดอ ซัวซอง หัวหน้ากอง ที่ทุกคนยอมรับและเลือกให้เป็นผู้นำในทุกๆเรื่อง ไม่ว่าบรรดามิตรทหารจะหยอกเย้าเช่นไร เขายังคงเงียบเฉยราวกับไม่ใส่ใจ
อาแลน นายอย่าทำหน้าแบบนั้นน่า เดี๋ยวไปหาไวน์ดื่มกันซักแก้วแล้วค่อยนอนกันดีกว่าน่า อีกหลายเสียงสนับสนุนเจ้าของความคิด เพราะในยามค่ำคืน กลุ่มเดียวกันนี้ก็จะต้องเข้าเวรยามต่ออีกครั้ง
ฉันยังไม่อยากพูดกับพวกนาย พวกนายหักหลังฉัน แล้วไปประจบยายผู้หญิงบ้านั่น! ชายฉกรรจ์ผู้มีแววตาราวกับนักรบที่ผ่านสงครามมานับครั้งไม่ถ้วน พูดออกมาอย่างเรียบๆ ไม่ได้มีน้ำเสียงประชดประชันใครเป็นพิเศษ
เพราะที่จริงแล้ว แทบจะทั้งกองพลนั้น มีเขาคนเดียวล่ะมั้งที่ยังคงทำท่าว่าจะไม่ยอมรับออสการ์ในฐานะ ผู้บังคับบัญชา แม้ว่าจะพิสูจน์ฝีมือฟันดาบกันไปแล้วก็ตาม รวมไปถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งที่นายทหารชั้นผู้ใหญ่ได้เข้ามาตรวจตราความเรียบร้อยของกองพลเขาก็ทำให้หล่อนเสียหน้าและความเคารพในหน้าที่ โดยการรวมหัวกับทหารทุกคนร่วมใจกันไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่งของออสการ์ ทั้งยังแกล้งให้นายพลผู้นั้นตกม้าจนได้รับความอับอาย เป็นเหตุให้ถูกสั่งขังเป็นเวลาสิบวัน ทว่า ออสการ์ก็สามารถสื่อสารความในใจที่ทำให้ทุกคนยอมรับว่า หล่อนคือผู้บังคับบัญชาที่พวกเขาทุกคน จะไว้เนื้อเชื่อใจได้ แม้จะเป็นขุนนาง!
เขาเสียอีก ที่กลับกลายเป็นฝ่ายเสียหน้าซะเอง เพราะขับไล่ออสการ์ไม่สำเร็จ ในวันนั้น ทุกๆคนเรียกร้องมิให้หญิงสาวลาออก เพราะสำนึกได้แล้วว่า หล่อนอาจจะเป็นราชนิกูลคนหนึ่งที่จะเข้าข้างและยอมรับฟังพวกเขาเฮ้ ไม่เอาน่า พวกเรามีเหตุผลนะอาแลน จีนน์ พูดไป อมยิ้มไป ว่าไปแล้ว เขาก็ ปลื้ม ผู้บังคับบัญชาหญิงประจำค่ายทหารนี้พอสมควรนับตั้งแต่เหตุการณ์นั้น และไม่ใช่เพียงเขาคนเดียวเสียเมื่อไหร่
ตอนนี้ ก็คงจะแทบทั้งค่ายแล้วล่ะมั้ง!
อาแลนไม่ได้ใส่ใจฟังที่เพื่อนพูด หากสายตาเขากลับไปหยุดที่ร่างของทหารคนสนิทของ ผ.บ. แล้วก็นึกอดที่จะแหย่ชายผู้นั้นเล่นไม่ได้ จึงผิวปากทักทายเป็นทีเรียกความสนใจ ทว่า เมื่ออังเดรหันหน้ามาแล้วพบว่าเป็นอาแลน เขาก็นิ่งเฉยเพราะไม่อยากมีเรื่องราวกันอีก
ไม่เอาน่าอาแลน นายอย่าไปหาเรื่องเขาเลย ลาซาลผู้มีจิตใจดีและไม่ชอบความรุนแรงค่อยปรามอาแลน เพราะรู้ดีว่านิสัยของเพื่อนเป็นเช่นไร แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว
เฮ้พวก! ทำหน้าตาเคร่งครึมแบบนั้น เดี๋ยวก็หมดหล่อหรอก เขาคิดจะหยุดแค่นั้นเหมือนกัน ทว่า ยิ่งเห็นอังเดรไม่โต้ตอบ เขาก็ยิ่งอยากจะแหย่ต่อ หรือสำนึกได้แล้วว่าความรัก มันมีพรมแดนน่ะ หา? ฮ่าๆๆ!
อาแลนจะฟังเสียงที่คอยปรามจากเพื่อนที่อยู่เบื้องหลังเสียก็คงจะดี เขาไม่ได้คิดมากกับการที่ได้แหย่อังเดรเล่นนักหรอก แต่สิ่งที่เขาไม่รู้เลยก็คือว่า คำพูดเพียงไม่กี่คำของเขา ได้จุดเพลิงในหัวใจของชายหนุ่มผู้นั้นให้คุกรุ่น และต้องการหา ใคร สักคนมาระบายอารมณ์ใส่อย่างรุนแรง เมื่อเขาลุกพรวดขึ้นแล้วเดินตรงเข้ามาหาอาแลน ทุกๆคนจึงชะงัก
ไหนลองพูดใหม่อีกทีซิ! ชายหนุ่มคำราม มองเห็นเขากัดฟันเสียจนกรามขึ้นนูน อาแลนเองเริ่มรู้เหมือนกันว่า นี่ไม่ใช่อังเดรคนเดิมที่เขาเคยวิวาทด้วย ไม่ใช่อังเดรคนที่เปิดเผย
แต่ดวงตาของเขาบอกแววเอาเรื่องราวกับจะฆ่าใครก็ได้ที่หยามเรื่องความรักที่เขามีให้ขุนนางสาวคนนั้น!
อย่านะอาแลน ถ้าขืนนายก่อเรื่องอีกล่ะก็ มันจะยุ่งกันใหญ่นะ ลาซาลพยายามเกลี้ยกล่อมหนักขึ้นกว่าเดิมเพราะเห็นสัญญาณไม่ดีเริ่มก่อตัวขึ้น หลายคนก็เงียบ ไม่ต่อล้อต่อเถียงกับอังเดร เพราะเห็นลักษณะท่าทางแล้วว่า เอาจริง แต่อาแลนกลับรู้สึกว่า เขาห้ามตัวเองไม่ได้
นายจะทำไม?
แน่จริงก็เห่าใหม่ซีวะ! มือของอังเดรเอื้อมไปคว้าคอเสื้อชายหนุ่มร่างกำยำอย่างไม่เกรงกลัว ทว่าอาแลนเองก็พร้อมสู้ เขาปัดมืออังเดรออกอย่างรุนแรงกี่ทีก็ได้ไอ้ตาเดียว! ฉันไม่อยากเห็นภาพทุเรศเวลาแกถูกผู้หญิงเค้าหักอกให้หรอกนะเว้ยพวก!
ถ้าเป็นเวลาปกติ อังเดรอาจจะรู้สึกว่า ที่เขาพูดมานั่น มาจากใจจริงของผู้ชายด้วยกันแม้จะเป็นคู่ปรับกันก็ตาม แต่วันนี้ ชายหนุ่มยั้งความคิดใดๆไว้ไม่ได้อีกแล้ว
เสียงกัมปนาทของลูกปืนไรเฟิล ดังลั่นขึ้นกลางค่ายทหารโดยที่ทุกคนได้ยินกันหมดจากทุกทิศ เพียงอึดใจเดียว ทหารแทบจะทุกคนจากค่ายก็มาออกันบริเวณที่กลุ่มที่มีเรื่องราวกัน ยืนอยู่ก่อน
อาแลนเองก็ตกใจไม่แพ้กัน เขาไม่คิดว่า อังเดรจะขาดสติขนาดยิงปืนฝนค่ายทหารกลางแจ้งแบบนี้
กว่าที่ออสการ์จะวิ่งมาถึงบริเวณนั้น หลายคนก็เริ่มซุบซิบกันถึงต้นเหตุของเรื่อง ทว่า ผู้พันดาร์กูล ก็ได้เข้ามาจัดการออกคำสั่งให้ทุกคนกลับเช้าไปที่หน่วยของตนโดยมิให้ใครนอกเหนือจากผู้เกี่ยวข้องเข้ามายุ่งด้วย
ชายหนุ่มคงจะดีใจไม่น้อย ถ้าร่างระหง ผมบลอนด์เป็นประกายท่ามกลางแสงแดดสดใสนั้น วิ่งเข้ามาหาเพื่อซุกตัวในอ้อมอกของเขาแล้วเอ่ยคำรักให้เขาได้ยินแม้เพียงแค่ครั้งเดียว หาก หล่อนวิ่งหน้าตื่นมาคว้าปืนออกจากมือเขา เพื่อจะตะคอกถามเขาอย่างตกใจและต้องการคำตอบ
อังเดร! ทำไมถึงยิงปืนในค่ายทหารอย่างนี้ ทั้งที่ยังไม่มีเหตุร้าย!
แต่ทว่าชายฉกรรจ์ผู้เป็นสหายสนิท กลับยืนเฉย ปากเม้มราวกับจะเก็บงำคำตอบไว้ไม่เปิดเผยให้ใครได้ล่วงรู้
อังเดร! ได้ยินที่พูดรึเปล่า?!
ฉันยิงขึ้นฟ้าเฉยๆ! เขายั้งเสียงไว้มิให้กลายเป็นตะโกนใส่หญิงสาว แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะหาไม่ เขาคงจะต้องร้องไห้ออกมาราวกับคนอ่อนแอต่อหน้าหล่อนเป็นแน่สิ้นคำตอบจากอังเดร ทุกคนต่างก็เงียบงัน อาแลนเองได้แต่ยืนมองเหตุการณ์ตรงหน้าราวกับเป็นการเล่นละคร จริงอยู่ อังเดรยิงปืนขึ้นฟ้า แต่ถ้าหากว่า ไม่ใช่การยิงขึ้นฟ้าแล้วล่ะก็ เขามั่นใจ
อังเดรต้องยิงเขาตายแน่ๆ!ชั่ววินาที ชายหนุ่มผู้ก่อคดี ก็ถอนหายใจอย่างอัดอั้นแล้ววิ่งออกจากที่ตรงนั้น เขาไม่ได้ยินเสียงอะไรใดๆอีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเสียงใครที่เรียกเขา แม้แต่เสียงของออสการ์ก็ตาม เขาวิ่งไป วิ่งไปจนออกเขตชายป่าที่เอาไว้ฝึกซ้อมยิงปืนของทหาร แล้วล้มตัวลงซุกตัวกับผืนหญ้าเขียวขจีบนพื้น น้ำตาลูกผู้ชายไหลรินออกมายามเมื่ออยู่ตามลำพัง
ความรู้สึกโกรธเกลียดในหัวใจที่คนเรามีกัน มันจะมากมายเท่ากับที่เขารู้สึกอยู่นี้หรือเปล่านะ? เขาอยากจะบอกให้ทั้งโลกรู้ว่า เขารักออสการ์มากเพียงใด ทว่า นอกจากตัวเขาเองจะรู้ว่า มันเป็นไปไม่ได้แล้ว คนอื่นๆก็ยังคอยตอกย้ำเขาอีกด้วยว่า อย่าแม้แต่จะคิดฝันข้างเดียว!
ออสการ์ ฉันเอื้อมมือไปอย่างสุดความสามารถแล้ว! จนกระทั่งใบหน้าสะสวย และผมบลอนด์นั้นแทบจะมาอยู่ตรงหน้าฉัน
ถ้าฉันตัดสินใจคว้ามา ก็งได้กอดเธออย่างแน่นอน แต่นั่นยอมหมายถึง ฉันผิดสัญญาที่ให้ไว้กับเธอ!
ใช่ เขาสัญญากับหล่อนไว้ว่า จะไม่ล่วงเกินหล่อนอีก หลังจากคืนนั้นที่เขาขาดสติจนเกือบใช้กำลังปลุกปล้ำออสการ์ เขายังจำดวงตาสีมรกตคูนั้นยามมองเขาได้ มันส่องประกายความเจ็บปวดที่เพื่อนรักทรยศความไว้เนื้อเชื่อใจที่มีให้กันยาวนานกว่ายี่สิบปี และเขาก็สัญญาว่า จะไม่ทำแบบนั้นอีกเป็นครั้งที่สองเพราะฉันสัญญา ฉันจึงเป็นเช่นนี้ น่าจะหนีไปให้รู้แล้วรู้รอด!
ถ้าเรา มีเชื้อสายผู้ดีสักหน่อย ใช่! ถ้าเรามีเชื้อสายผู้ดีที่ต้อยต่ำเพียงใดก็ตาม ก็ยังพอมีโอกาสบ้าง ที่จะใช้ชื่อเสียงของตระกูลมาสู่ขอเธอได้อย่างเต็มภาคภูมิ! เหมือนอย่างเจโรเดล!แต่ถึงฉันจะรักเธอมากแค่ไหน ก็คงไม่มีทาง มันเป็นไปไม่ได้หรือ? เพราะฉันเป็นสามัญชนอย่างนั้นหรือ?! มันผิดด้วยหรือที่ฉันจะทุ่มเทชีวิตของฉันเพื่อความรักที่มีจ่อเธอ โดยที่ฉันไม่ใช่ผู้ดีเหมือนคนอื่น?!
ท้องฟ้าที่ดูสดใส กลับดูว่างเปล่าและเป็นสีหม่นหมองสำหรับชายหนุ่มผู้ผิดหวังในความรักโดยสิ้นเชิง เขาจะต้องทำอย่างไร จึงจะหลุดพ้นจากความทรมานอันสาหัสนี้ได้? ทั้งโลกนี้ เขาก็ไม่มีใครอีกแล้ว
พ่อแม่ผู้เป็นที่รักก็ด่วนจากไปตั้งแต่เขาเจ็ดขวบ คุณแม่บ้านของตระกูลจาร์เจ ผู้ซึ่งเป็นย่าแท้ๆของเด็กชาย ก็รักและทุ่มเททั้งชีวิตจิตใจให้กับคุณหนูของตระกูลแทบว่าจะเป็นแม่คนที่สอง อังเดรไม่เคยคิดว่า ชีวิตเขาจะมีใครอีก เขาตัวคนเดียว และเตรียมใจไว้ที่จะต้องอยู่ตัวคนเดียวบนโลกนี้
แต่พระเจ้าก็ไม่ใจร้ายกับเขานัก ที่ให้ออสการ์มาเป็นเพื่อนคนสำคัญตั้งแต่วัยเด็ก จนเมื่อเติบใหญ่ หล่อนก็สละชีวิตตนเองได้เพื่อขอชีวิตเขาจากพระเจ้าอยู่หัวทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของเขา นับจากวันนั้น เขามีออสการ์เต็มหัวใจ และไม่เคยคิดว่าจะต้องแยกจากกัน
หากเขาไม่มีออสการ์ เขาเองก็ไม่รู้ว่าเขาจะอยู่ต่อไปเพื่ออะไร ... ทำไมพระเจ้าจึงต้องให้เขาพบกับจุดจบเช่นนี้?
มันเป็นไปไม่ได้จริงๆใช่มั้ย ที่ฉัน จะรักเธอ!=======
====
คุณแม่บ้านตระกูลจาร์เจออกปากเรียกหลานชายเสียงหลงทั้งที่ง่วนอยู่กับการคุมสาวใช้เตรียมอาหารเย็นอยู่ในครัว
ระยะหลังมานี้หล่อนจะไม่ค่อยเห็นเขาออกมาจากห้องเท่าไหร่ บางวันก็เหมือนจะไม่ได้รับประทานอะไรด้วยซ้ำ โดยอ้างว่า กินอิ่มมาแล้วจากค่าย
และที่น่าแปลกก็คือ คุณหนูผู้เป็นที่รักของหล่อนเองก็ดูเหมือนจะอ้างแบบเดียวกันอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในวันที่ชายหนุ่มผู้อ้างตัวว่า เป็นว่าที่คู่หมั้นของออสการ์ มาเยี่ยมเยียน .... เรียกได้ว่าวันนั้น หล่อนจะไม่ได้เห็นแม้แต่เงาของออสการ์และอังเดร เพราะต่างคนต่างก็พร้อมใจกันหายหน้าหายตา ไม่ออกมาพบผู้คนอีกเลยทั้งคืน
และคืนนี้ก็เป็นอีกคืนที่เจโรเดลมาเยือนคฤหาสน์จาร์เจ ถ้าหากหล่อนไม่เรียกชายหนุ่มไว้ก่อน ก็เป็นอันว่าคงไม่ได้มีโอกาสได้เจอหน้าอีกแล้ว
อังเดรเดินมาหาย่าของเขา สีหน้าไม่บอกซึ่งอารมณ์ใดๆ
อังเดร เอารถม้าของคุณเจโรเดล ไปเก็บในโรงเก็บทีสิ เสียงหล่อนอ่อนเบาลง ยามเรียกชื่อบุคคลที่สาม ราวกับเกรงใจหลานชาย
อ้อ แล้วก็ คุณหนูออสการ์บอกว่าจะไม่ลงมารับประทานอาหารเย็น เดี๋ยวเก็บรถม้าเรียบร้อยแล้ว ช่วยมาเอาโกโก้ร้อนไปเสิร์ฟให้ทีนะ
อือม์ หลานชายยังคงไม่แสดงสีหน้ายินดียินร้ายใดๆ จนหล่อนเองเริ่มรู้สึกสงสารเขาจับใจ ยังไงเสีย เขาก็เป็นหลานแท้ๆที่ลูกชายที่ตายไปแล้วทิ้งไว้ให้เป็นเพื่อนหล่อนในยามแก่เฒ่า
อังเดรเป็นเด็กดี แม้ว่าตอนยังเล็กอยู่ เขาจะซนตามประสา ตราบจนกระทั่งพ่อแม่ได้มาจากไปเพราะโรคร้าย เมื่อหล่อนไปรับเขาที่ชนบท เขาก็ดูจะเงียบๆไป หล่อนยังจำได้ถึงสีหน้าของเขาในตอนนั้น ...มันละม้ายกับตอนนี้แหละ
แรกทีเดียวหล่อนก็กังวลอยู่เหมือนกันว่า เขาจะมีความสุขหรือเปล่าเมื่อมาอยู่กับหล่อน เพราะนายผู้ชายท่านฝากฝังให้มาเป็นเพื่อนเล่นกับลูกสาวคนเล็กของท่านเมื่อได้ยินว่า เด็กชายไม่เหลือญาติที่ไหนอีกแล้วในโลกยกเว้นแต่ย่าของเขาคนนี้ เขาเพิ่งจะแปดขวบเท่านั้นเอง แต่อังเดรก็ยินดีจะมาอยู่กับหล่อนโดยไม่ขัดใดๆ
คุณแม่บ้านได้แต่ถอนหายใจ ถ้าหล่อนพาเขาไปฝากฝังไว้กับเพื่อนที่ทำฟาร์มอยู่ที่บริตานีย์ เสียแทนในตอนนั้น เขาอาจจะไม่ต้องทนทุกข์แบบนี้ โดยที่หล่อนเองก็ช่วยอะไรเขาไม่ได้เลย
ชายหนุ่มเดินกลับจากโรงเก็บรถม้า เข้ามาที่ครัวอีกครั้งแล้วเหลียวหาถาดวางรองแก้วโกโก้ร้อนเพื่อจะนำไปให้ที่ห้องของออสการ์แล้วเดินออกไปเงียบๆ
ทางเดินจากห้องครัวไปสู่ห้องโถงใหญ่เงียบเฉียบปราศจากผู้คน แต่ฉับพลัน เขาก็รู้สึกว่าตรงทางเดินที่เขาเดินอยู่คนเดียวนั้น มีสายตาอีกคู่หนึ่งจับจ้องเขาอยู่ ชายหนุ่มก้าวขาให้ช้าลงเพื่อเหลียวมองว่ามีใครอยู่แถวนั้น
อังเดร กรังดิเออร์ สวัสดียามค่ำ เสียงบุรุษผู้ที่มาขอเป็นคู่หมั้นกับหญิงสาวที่เขารักดังก้องขึ้น พร้อมๆกับที่เดินเข้ามาหาเขาโดยยิ้มอย่างเยือกเย็น จะว่าเป็นมิตร ก็ไม่ใช่ เป็นปฏิปักษ์ก็ไม่เชิง
อังเดรไม่รู้ตัวเลยว่าเขากลั้นหายใจไว้นานเท่าไหร่เพื่อที่จะบอกตัวเองให้พร้อมเผชิญหน้ากับเจโรเดล
อดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบตัวเองกับบุรุษผู้อยู่ตรงหน้าเขา ในขณะที่เจโรเดลสวมเสื้อคลุมหรูหราปักสวยงาม ผ้าลูกไม้ราคาแพงพันคอพร้อมกับเข็มกลัดพลอยล้อมเพชรที่ส่องประกายแวววาว รับกับผมสีน้ำตาลแดงหยักศกยาวสลวย อังเดร สวมเพียงแค่เสื้อนอกราคาย่อมเยา
ใช่ว่าเขาไม่มีเสื้อผ้าดีๆใส่ แต่ยามเมื่อเขาอยู่บ้าน เขาก็เป็น สารพัดช่าง แม้ว่าส่วนใหญ่เขาจะรับหน้าที่ดูแลม้าและรถม้า แต่หากว่า ในบ้านจะมีอะไรต่อมิอะไรให้เขาซ่อมแซม เขาเองก็ยินดีที่จะทำ
ผิวพรรณของเจโรเดล แม้จะคล้ำเพราะออกแดดจากการฝึกทหาร แต่ถ้าเทียบกับอังเดรแล้ว ก็ยังขาวกว่า อีกทั้งท่าทางก็ยังดูสำอางค์ราวกับเป็นนักแสดงโอเปร่า อังเดร อดคิดในใจไม่ได้ .
ผู้ชายคนนี้น่ะหรือ ที่จะเป็นคนรักของออสการ์?
เขารู้ว่าหล่อนลาออกจากการเป็นทหารรักษาพระองค์เพราะอะไร
หล่อนปฏิเสธที่จะเป็น ตุ๊กตาประดับแวร์ซายส์ อย่างที่เคยโดน อัศวินดำ เบอร์นาร์ด แชเทอเลท์ ปรามาส!
ไม่ได้พบกันซะนานนะ ได้ข่าวว่าตอนนี้เข้าประจำที่กองทหารฝรั่งเศสแล้วหรือ? ฝ่ายที่ถูกทักทาย มิได้ตอบ และมิได้เดินหนี เป็นทีท่าให้รู้ว่า เขาหยุดฟังตามมารยาทโดยไม่ได้อยากจะเสวนาด้วย ทว่าอีกฝ่ายยังคงพูดต่อไปโดยไม่สนใจ
บอกตรงๆนะ ฉันไม่อยากให้คนที่มีความหมายต่อฉัน ต้องไปหมกตัวอยู่ที่นั่นเลย ฉันชักรู้สึกเหงา แต่เธอกลับได้เคียงข้าง ออสการ์ มาตลอด ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน คิดแล้วมันน่าอิจฉาจริงๆ
อังเดรปรายสายตามามองเพื่อหยั่งเชิง แต่ไม่ปริปากพูดใดๆ ชายหนุ่มที่เป็นคนชวนคุยทำสีหน้าจริงจังเสียเต็มประดา
ออสการ์ยังเรียนโรงเรียนนายร้อยไม่จบด้วยซ้ำ แต่ได้เข้ารับตำแหน่งในกองทหารรักษาพระองค์เพราะต้องรับเสด็จเจ้าหญิงรัชทายาทแห่งออสเตรียมาฝรั่งเศส นับแต่นั้นมา เธอก็คอยติดตามออสการ์ตลอด มีเธอ ก็ต้องมีออสการ์ และบางทีนะ มีออสการ์ ก็อาจจะต้องมีเธอด้วย! อังเดรเริ่มอ่านเกมส์ไม่ถูก เจโรเดลต้องการอะไรจากเขา?
แม้เธอจะเป็นเพียงสามัญชน ก็สามารถเข้าออกพระราชวังได้อย่างสบายเพราะต้องคุ้มกันออสการ์ เธอว่าออสการ์ จะรู้บ้างไหมนะ เรื่องระหว่างฐานะของเธอสองคน ?
พอเสียทีเถอะ หน้าที่ของผม ไม่ใช่จะมายืนฟังคุณพูด ขอตัวก่อนล่ะพันตรีเจโรเดล! อังเดรตัดบทโดยสุภาพทำท่าจะเดินจากไป ทว่าอีกฝ่าย ก็ยังไม่ลดละง่ายๆ
เธอเคยอ่านหนังสือ *Nouvelle Helouise ที่ แจน แจ๊ค รูโซ แต่งมั้ย? เป็นนิยายรักที่ไม่เลวเลยนะ! เท่านั้นเอง อังเดรก็ชะงักฝีเท้า เขาเริ่มรู้แล้วว่า ชายหนุ่ม ไม่ได้ตั้งใจจะผูกมิตรกับเขาแน่ๆ
บุรุษผมสีน้ำตาลแดงในอาภรณ์งดงาม หันมายิ้มกับเขาราวกับผู้มีจิตเมตตาต่อผู้ที่ต่ำต้อย
เมอร์ซิเออร์ อังเดร กรังดิเออร์ ฉันเป็นคนใจกว้างนะ ฉันอาจจะยอมให้คนรับใช้ที่หลงไหลในตัวภรรยาฉัน ตามติดหล่อนไปในทุกหนทุกแห่ง ถ้าหากว่าไม่รังเกียจล่ะก็ เธอจะ สิ้นสุดคำพูดนั้น ก็สิ้นสุดถึงความอดทนของอังเดรเช่นกัน
เขาสาดโกโก้แก้วนั้นใส่หน้าเจโรเดลโดยไม่เกรงอะไร มีผลให้บุรุษผู้เอ่ยคำค้างไว้ หยุดพูดในทันที!
โชคคุณยังดี ที่โกโก้ในแก้วไม่ร้อนแล้ว! อังเดรคำรามก่อนจะหันหลังเดินจากไปจากตรงนั้นในทันที มิได้สนใจว่าเจโรเดลจะเป็นอย่างไร ไม่กลัวถ้าหากว่าเขาจะต้องโดนเรียกไปลงโทษ
กับผู้ชายพรรค์นั้น มันก็สมควรแล้ว!
ผ้าเช็ดหน้าปักกรุยด้วยลูกไม้ที่อยู่ในมือของเจโรเดล มีคราบเปื้อนโกโก้ที่ถูกสาดเข้าที่ใบหน้า ที่จริงเขาเองก็รู้เหมือนกันว่า สิ่งที่เขาสังหรณ์ใจไว้ คงจะเป็นจริง เขาจึงต้องพิสูจน์
ตระกูลของเขา เป็นเจ้าของไร่องุ่นที่ผลิตไวน์ส่งเข้ามาให้พระราชวังในทุกปี และมียศขุนนางล่วงเลยมาถึงสี่ชั่วคน เขาจึงได้เข้ารับราชการเป็นทหารรักษาพระองค์ได้เมื่อสอบผ่านการคัดเลือกจากโรงเรียนนายร้อย
แล้วใครจะคิดว่า คนที่เป็นรุ่นน้องของเขาจากโรงเรียนเตรียมทหาร จะได้เข้ามาเป็นทหารรักษาพระองค์ในหน่วยที่ต้องคุ้มกันเจ้าหญิงรัชทายาท ทั้งๆที่ยังเรียนไม่จบ ทหารแทบทุกคน รู้จักชื่อเสียงของตระกูลจาร์เจดี เนื่องจากนายพลชาเวอเลียร์เป็นทหารชั้นผู้ใหญ่ที่สั่งสมและสืบทอดเกียรติประวัติหลายชั่วอายุคน ทายาทของท่านนายพลจาร์เจ จึงเป็นที่กล่าวขวัญกันนักหนา
จนกระทั่ง หล่อนได้เลื่อนยศเป็นนายพลประจำกองทหารรักษาพระองค์ คุมทหารม้า นั่นแหละ เขาถึงได้รู้ว่า ผู้บังคับบัญชาที่เลื่องชื่อนามว่า ออสการ์ ฟรังซัว เดอ จาร์เจ ผู้เป็นเจ้านายโดยตรงของเขา แท้จริง คือผู้หญิง ยิ่งทำงานด้วยกัน ความคิดที่เคยข้องใจว่า หล่อนดีพอแค่ไหน ก็ค่อยๆหมดไป เขายอมรับเธออย่างเต็มที่
ขณะที่เขาเริ่มสนใจในตัวหล่อนมากขึ้น เขาก็สังเกตเห็นเหมือนกันว่า อังเดรกับออสการ์ เป็นดังเงาตามตัวกัน แม้ว่าเขาจะเป็นผู้ช่วยของออสการ์ตามหน้าที่ แต่เมื่อหมดหน้าที่แล้ว หล่อนก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรกับเขาอีก เรื่องที่หล่อนจะไหว้วานนั้น ออสการ์จะหันไปพูดกับอังเดรแทน
ถึงเขาจะยอมรับว่า อังเดรเป็นชายหนุ่มที่ดีมากคนหนึ่ง บางครั้งบางคราว ทั้งเขา ออสการ์ อังเดร และทหารคนอื่นๆก็เคยออกไปนั่งดื่มเหล้าด้วยกันถ้าหากออกเวรพร้อมกัน
แต่อังเดรเป็นเพียงสามัญชนเท่านั้น
ที่เขาได้รับอภิสิทธิ์ถึงเพียงนี้ ก็เพราะว่าตระกูลจาร์เจ ได้รับความเชื่อถือจากพระเจ้าอยู่หัว อังเดรจึงได้มาอยู่เคียงข้างออสการ์ในฐานะผู้ติดตาม เข้านอกออกในพระราชวังได้ตามสบาย และใช่ว่าเขาเป็นสามัญชนแล้ว ใครๆจะรังเกียจเขาเสียเมื่อไหร่ หน้าตาเขา ทำให้บรรดาสาวๆในวัง ทั้งนางกำนัลและลูกสาวผู้ดีหลายคนคอยส่งสายตาให้อยู่บ่อยๆ ประกอบกับนิสัยที่เข้ากับคนอื่นได้ง่าย และมีอารมณ์ดีอยู่เสมอ ทหารแทบทั้งวังชื่นชอบอังเดรทั้งนั้น
เจโรเดลกำผ้าเช็ดหน้าในมือไว้แน่น วันนี้ เขาก็ได้รู้แล้วว่า อังเดรรักออสการ์แน่ แต่ออสการ์ล่ะ
หล่อนจะรู้สึกอย่างไรกับอังเดรบ้างหรือเปล่า?
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
* La Nouvelle Helouise นิยายที่ Jean-Jacques Rousseau เป็นผู้แต่งในปี ค.ศ.1761 เนื้อเรื่องเกี่ยวกับความรักที่ผิดศีลธรรมของหญิงสาวมีตระกูลผู้ตกหลุมรักกับชายหนุ่มสามัญชน แต่ถูกจับให้แต่งงานกับเศรษฐีที่ดิน แต่โชคชะตาพลิกผันให้สามีของหญิงสาวจ้างให้คนรักเก่าของภรรยามาทำงานเป็นครูประจำบ้านของตน ทั้งคู่จึงลักลอบคบชู้กัน และเมื่อสำนึกได้ ทั้งคู่ก็ต้องทนทุกข์ทรมานกับบาปที่ตนก่อไว้ตราบจนวันที่หญิงสาวสิ้นใจตาย=====
Nouvelle Heloiuse เองเรอะ แม้แต่นายเองก็อ่านงั้นเรอะ? อังเดรเกือบสะดุ้งเพราะไม่ทันคิดว่าจะมีใครมายืนอยู่ใกล้จนประชิดตัว
ชายหนุ่มยังคงนั่งอยู่ท่าเดิม ทว่าความละอายที่มีคนรู้ว่า เขาสนใจงานหนังสืออมตะที่ผู้คนชื่นชมเริ่มก่อตัว เขาปิดหนังสือเงียบๆ ไม่มีทีท่ารังเกียจหรืออยากจะผูกมิตรเป็นพิเศษกับเจ้าของเสียงที่ทักทาย
บุรุษผมสีน้ำตาล ใบหน้าเรียวซูบไว้เคราทั้งที่อายุยังน้อย ตัดสินใจลงนั่งข้างๆเขา
อาแลนอาจจะหน้าตาดูดีกว่านี้ก็ได้ ถ้าหากเขาคิดจะจัดการกับจอนและเครานั่นให้ดูเรียบร้อยขึ้น อังเดรแอบคิด
นอกเหนือจากต้องเข้าเวรแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรดีนะ คนอายุอ่อนกว่าชวนคุย ทำราวกับว่าลืมเรื่องที่เคยทะเลาะกันไว้เมื่อไม่กี่วันก่อนไปแล้ว และคนในค่ายทหารเองก็ไม่มีใครสักคนที่จะรื้อฟื้นเรื่องนี้ขึ้นมาอีก
อังเดรก็สังเกตเห็น แต่ที่เขาไม่รู้ก็คือ อาแลนเป็นคนบอกทุกคนไว้เองว่า
ฉันขอห้ามไม่ให้ใครพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอีก ถ้าไม่เชื่อฟังกัน ก็มาประลองดาบกันได้ทุกเมื่อ!
ลงว่าหัวโจกที่คนทั้งค่ายยอมรับเป็นคนออกปาก ใครเล่าจะกล้าขัด
มีชีวิตอยู่เพื่อเป็นคนโง่ ไม่รู้เหมือนกันนะว่าทำไมคนเราต้องแบ่งชั้นวรรณะกันด้วย มิหนำซ้ำ ยังเลือกเกิดไม่ได้อีก! คนพูดหน้าตาไม่เคร่งเครียดอะไร จนอังเดรเริ่มหวนคิดถึงตัวเอง
เจโรเดลพูดว่า La Nouvelle Helouise เป็นนิยายรักที่ไม่เลว ใช่สิ
คนที่มีฐานะอย่างเขา สามารถไปสู่ขอผู้หญิงคนไหนก็ได้อย่างสมเกียรติ แต่เจโรเดล คิดเพียงเท่านี้เองหรือ? ก่อนที่จะถลำมากไปกว่านั้น อังเดรพยายามหยุดคิด
หึหึ พูดอะไรอย่างนั้นล่ะอาแลน นายก็มีเชื้อสายผู้ดีนี่ ไม่น่าด่าพวกเดียวกันเลยนะ ทว่า ขาดคำ เขาก็รู้สึกได้ว่าคู่สนทนาคว้าคอเสื้อเขาไปอยู่ในกำมือแล้ว!
แกรู้หรือเปล่า ว่ามีผู้ดีอีกมากที่ใช้ชีวิตแย่กว่าสามัญชน! แกรู้หรือเปล่าว่าแม่กับน้องสาวฉันไม่มีแม้แต่ผ้าห่มเพื่อหนีจากความหนาวเย็นหรือหาอาหารใส่ท้อง! แกรู้รึเปล่าอังเดร หา?! แล้วแบบนี้แกยังจะว่าฉันเป็นผู้ดีอยู่อีกมั้ย?!
อังเดรยอมหยุดนิ่งไม่ขัดขืน ไม่แม้แต่จะร้องออกมาให้ใครมาจับตัวอาแลนออกไป เขารู้ดีว่า ส่งที่อาแลนพูดอยู่นั้น เป็นความจริงที่หลายๆคนประสบกัน
อดีตขุนนางเก่ามากมายที่กลายเป็น ผู้ดีตกยาก นี่คือยุคที่ประชาชนและพ่อค้าเริ่มที่จะมีสิทธิ์มีเสียงมากขึ้น และผู้ดีจำนวนมากทีเดียวที่เริ่มจะแต่งงานไปกับสามัญชนผู้มีอันจะกิน และนั่นก็ไม่ยกเว้นแม้แต่ ตระกูลที่เป็นขุนนางสืบทอดกันมาเป็นเวลานานอย่างตระกูลจาร์เจ
พี่สาวคนที่สามของออสการ์เอง ก็ได้แต่งงานไปกับสามัญชนธรรมดาผู้ซึ่งเป็นเศรษฐีที่ดินในชนบท ด้วยความดี บวกกับฐานะที่มั่งคั่ง ทำให้ทั้งนายพลจาร์เจ และพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ยอมอนุญาตให้ทั้งสองได้แต่งงานกัน
เมื่อหล่อนออกเรือนไปเป็นเวลาพักใหญ่ สามีผู้แสนดี ก็ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น บารอน เพื่อเป็นเกียรติแห่งตระกูล เรียกได้ว่า ในบรรดาพี่น้องทั้ง 6 คน หล่อนเป็นคนหนึ่งที่มีความสุขมากที่สุดกับชีวิตครอบครัว
ถ้าเขาจะได้มีโอกาส เพียงแค่แต่งงานอยู่กินกับออสการ์ เขาก็จะไม่หวังอะไรอีกเลยในชีวิต รวมทั้งยศถาบรรดาศักดิ์อะไรนั่น หาก อังเดร ก็ต้องเจียมตัว
เขาไม่มีอะไรเลยในมือสองมือนี้ฉันขอโทษ ปล่อยฉันเถอะนะ ชายหนุ่มบอกเบาๆ ทว่าอาแลนรับรู้ถึงน้ำเสียงของเขาได้ว่า อังเดรขอโทษอย่างจริงใจ เขาจึงปล่อยคอเสื้อชายหนุ่ม ก่อนที่จะตบไหล่อังเดรเบาๆเป็นเชิงให้อภัย
ฉันน่ะ เกลียดผู้หญิงคนนั้น เพราะเหมือนเป็นตุ๊กตาเจียระไนของผู้ดีเท่านั้น ฉันเกลียดฉันจึงดูถูก และจะดูถูกให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ ไม่มีวันเลิกล้มความตั้งใจหรอกนะ!
อาแลนคำรามราวกับแค้นเคืองออสการ์มานานนับปี แต่อะไรบางอย่าง ทำให้อังเดรรู้สึกว่า ชายหนุ่มผู้อ่อนกว่าในชุดทหารประจำกองทหารฝรั่งเศสผู้นี้ มิได้หมายความตามที่พูด
เพราะหากว่าเขาเกลียดออสการ์มากมายจริงๆแล้ว เขาคงจะไม่ยอมมาเสวนากับคนสนิทของคนที่เขาเกลียดได้ปานนี้แน่ๆ
อาแลน นายยังหนุ่มอยู่นะ ผู้ผ่านโลกมามากกว่าเริ่มทำเสียงราวกับผู้ใหญ่ใจดี อาแลนหันมามองเพราะไม่รู้ว่าเขากำลังพูดอะไร
ที่นายแกล้งหรือดูถูก เป็นเพราะนายชอบโดยไม่รู้ตัวมากกว่าล่ะมั้ง? อย่าทำเป็นเด็กไปหน่อยเลยน่า!
หา?! ฝ่ายผู้เยาว์ร้องเสียงหลง แต่ก็ไม่รู้จะหาคำไหนที่แสบสันต์มาเถียงให้ได้ทันท่วงที
ว่าไง? แทงใจดำจนพูดไม่ออกเลยเรอะพวก?! หัดว่านอนสอนง่ายหน่อยสินะ จะได้ โตเร็วๆไง!
ยิ่งอาแลนตัวสั่นเพราะเถียงเขาไม่ได้ อังเดรก็ยิ่งสนุก เขาหัวเราะอย่างขบขันที่อาแลนทำท่า เป็นเด็ก อย่างที่เขาล้อ อีกฝ่ายเห็นท่าว่าตัวเองคงจะจนมุมแน่ ก็โผเข้ามาจะคว้าอังเดรลงไปคลุกฝุ่นซะให้สาแก่ใจ
แน่ล่ะ เรื่องนี้ ไม่ว่าใคร ก็จะให้รู้ไม่ได้!
เขาเก็บความชื่นชมในฝีมือดาบของออสการ์ไว้ในใจ ตั้งแต่วันที่ประลองกันในค่ายเพื่อเปิดศึกว่า ที่นี่ไม่ใช่ที่ของผู้หญิง
แต่จะให้เขายอมรับอย่างนั้นหรือ?
ไม่มีทางซะล่ะ!จังหวะที่อาแลน อ้อมมาข้างหลังชายหนุ่มเพื่อจะโถมตัวเข้ามาทำให้กลิ้งไปข้างหน้า อังเดรก็พลันรู้สึกว่าโลกทั้งโลก มืดลงในเสี้ยววินาทีจนเขาก้าวขั้นบันใดพลาด ทว่ามือแข็งแรงจากด้านหลัง ก็กลับโอบพยุงเขาไว้ได้ทันพอดี!
อังเดร! มือสองข้างยังคงพยุงเขาไว้แน่น อังเดรพยายามรวบรวมสมาธิเต็มที่ อังเดร นายเป็นอะไรรึเปล่า?!
ไม่เป็นไร ฉัน หน้ามืดไปเท่านั้น เขาแก้ตัว โดยที่ยังไม่สามารถมองเห็นอะไรได้ชัด บ้าจริงๆ
ทำไมหมู่นี้เขาถึงได้เป็นแบบนี้บ่อยๆนะ? เมื่อก่อนนี้ มันเป็นเพียงวูบๆเท่านั้นเองที่เขาจะเห็นอะไรพร่าเลือน แล้วมันก็หายเป็นปกติเพียงไม่กี่วินาที
เฮ่ย หน้านายซีดมากนี่นา ไปพักที่โรงแพทย์ก่อนมั้ย อีกฝ่ายยังคงไม่วางใจ แม้ว่าชายหนุ่มจะบอกว่าไม่ได้เป็นอะไร เขาสังเกตเหมือนกัน
หมู่นี้อังเดรดูซูบไปผิดตา บางครั้งบางคราว เขาก็จะได้ยินเสียงปืน ดังมากจากสนามซ้อมยิง ซึ่งมีคนมาบอกเขาอีกทีว่า เป็นอังเดรที่ไปซ้อมยิงปืนไรเฟิลอยู่เพียงลำพัง ไม่ค่อยได้คุยหัวกับใครเหมือนอย่างแต่ก่อน
ไม่เป็นไร ฉัน ตาพร่าไปนิดหน่อย ปล่อยฉันไว้ซักเดี๋ยวก็หาย ขอบใจมาก ชายหนุ่มพยายามพยุงตัวออกจากมือของอาแลน เริ่มรู้สึกดีขึ้น เขากระพริบตาถี่ๆ หวังจะปรับสายตาให้คงที่เร็วขึ้น ทว่า อาแลน ฉุกใจ
หรือว่าอังเดร นาย ตาของนาย มองอะไรไม่เห็น ?
สิ้นเสียงอาแลน อังเดรกลับเป็นฝ่ายเข้ามากระชากคอเสื้อ ผิดกันตรงที่ว่า อาแลนตะคอกใส่เขาด้วยความโกรธอย่างลืมตัว
แต่เขา ประชิดแล้วพูดราวกระซิบอย่างเคร่งเครียด เพราะกลัวว่าจะมีใครอื่นได้ยิน
นาย อย่าหัดเป็นคนปากสว่างนะอาแลน! ห้ามไปบอกใครเด็ดขาดนะ ถ้าขืนบอก ฉันฆ่านายแน่ๆ!
สีหน้าของอาแลนบ่งบอกถึงความตระหนก จนอังเดรเริ่มรู้สึกตัว เขาผละจากอาแลนแล้วทำสีหน้ากลบเกลื่อนราวกับไม่ได้เป็นอะไรแม้แต่นิดเดียว
มันแค่มัวๆเท่านั้น ไม่ถึงกับมองไม่เห็นหรอก มันจะมืดสนิทก็บางเวลาเท่านั้น เขายิ้มแล้วตบไหล่อาแลนเบาๆ นายต้องรักษาสัญญานะ!
อาแลนกลืนน้ำลายลงอย่างยากเย็น เขาเริ่มรู้สึกละอาย
อังเดร ยอมทำถึงขนาดนี้ เพื่อความรักอย่างนั้นหรือ? ความรักที่เขามีให้ผู้หญิงสูงศักดิ์คนนั้น มันมากมายและสูงค่าขนาดยอมเสียสละตัวเองถึงขนาดนี้เชียวหรือ?แล้วถ้าหากว่า เขาจะต้องตาบอดไปจริงๆ
ผู้หญิงคนนั้นจะรับรู้บ้างไหมว่า อังเดรรักหล่อนมากมายถึงเพียงนี้?อังเดร! นายน่ะ คิดว่าทำแบบนี้แล้ว มันดีแล้วยังงั้นเรอะ?!
นายไม่เคยมีความรักเรอะ อาแลน? อังเดรย้อนถามอาแลนเสีย
ถ้านายเคยมี นายก็คงจะรู้ว่า การที่เรารักใครสักคน แล้วอยากจะทำทุกวิถีทางให้ได้อยู่ใกล้ๆเขา ไม่ว่าจะอย่างไร มันเป็นยังไง!
อาแลนบอกไม่ถูกว่าเขาควรจะตอบยังไง จริงอยู่ เขาเคยมีความรัก แต่ว่านั่นมันก็เมื่อนานมาแล้วสมัยที่เขายังคงมีบ้านที่เป็น บ้าน อยู่กับพ่อแม่และน้องสาว แม้ว่าเขาจะไม่ใช่ขุนนางที่ร่ำรวยมากมายอะไรเพราะไม่ได้สืบทอดตระกูลเก่าแก่มากว่าสี่ชั่วอายุคน
ตราบจนกระทั่งบ้าน ได้ถูกยึดเพราะหนี้สินที่พ่อได้สร้างไว้เนื่องจากเชื่อเพื่อนสนิทในการลงทุนค้าขาย พ่อของเขาตรอมใจและป่วยตายหลังจากนั้นไม่นาน ทิ้งเขาไว้ให้ดูแลแม่และน้องสาวเพียงลำพังเมื่ออายุได้ 19 ปี
ไม่นานหลังจากนั้น สาวคนรัก ก็เงียบหาย ไม่มาให้เห็นหน้าตาอีก เมื่อเขาไปตามหาหล่อนหลังจากที่เขาได้รับเข้าเป็นทหารประจำกองทหารปารีส เขาก็ได้ข่าวว่า หล่อนแต่งงานไปกับพ่อค้าหนุ่มมั่งคั่งคนหนึ่งไปแล้ว และความรักของเขาก็จบลงอย่างง่ายดายเพียงแค่นั้น เพราะเขารับภาระทางบ้านไว้หมดด้วยตนเอง
เขายังไม่เคยพบกับความรักที่มีแต่ความเสียสละแบบอังเดร สิ่งที่เขาคิดว่า เคยรัก มันเป็นเพียงภาพความฝันระหว่างเขากับสาวน้อยผู้นั้น เมื่อต้องจากกัน เขาก็ไม่เคยคิดว่า เขาจะต้องอาลัยไยดีกับหล่อนนัก เพราะแม่และน้องของเขา แทบจะไม่มีขนมปังจะกินกันอยู่แล้ว
นั่นเอง เป็นสาเหตุที่เขายอมเป็นทหาร เพียงเพื่อที่จะได้ปันเอาอาหารในค่าย ไปให้ที่บ้าน เมื่อ ดิแอนน์ น้องสาวของเขามาเยี่ยม!
อังเดรสำหรับเขาในตอนนี้ ดูเหมือนคนที่มีแต่ความทุกข์ระทมเพราะความรักกินอกกลัดหนองอยู่ทุกวัน เขาอาจจะไม่เข้าใจว่าความรักแบบนี้ มันเป็นยังไง หนังสือในมือของอังเดร ทำให้อาแลนเกิดความคิดขึ้นมาได้
อังเดร ถ้าสมมติว่า ความรักของนายมันไม่มีวันเป็นไปได้ นายจะทำยังไง?
คนถูกถามนิ่งเงียบ เพราะไม่เคยมีคำตอบนี้ให้ตัวเองเหมือนกัน เขารู้แค่เพียงว่า
เขาคงทนไม่ได้!
นิยายนั่น นายอ่านแล้วมันก็ซาบซึ้งดีอยู่หรอกใช่มั้ยล่ะ ความรักที่แม้แต่ความตาย ก็ไม่อาจจะมาพรากจากกันได้ไง!
นายหมายความว่ายังไง? อังเดรเริ่มเอะใจ
อาแลนเดินเข้ามากระซิบเบาๆที่ข้างหูสหาย
"ถ้านายอยากให้ผู้หญิงคนนั้นไม่ไปเป็นของใคร และความรักของนายก็ยังอยู่เป็นอมตะตลอดกาล นายก็ลองคิดดูสิว่า จะมีทางไหนที่จะดีไปกว่า ความตาย!
นาย! ดวงตาสีน้ำเงินของอังเดรทอแสงเปลี่ยนเป็นสีฟ้าอมเทาด้วยความตกใจ ทว่า เขากลับไม่ได้โต้ตอบอะไรกลับคืนไปแม้สักนิด
เขาตกใจ ที่ไม่คิดว่า จะมีใครที่ล่วงรู้ หรือจะเข้าใจถึงสิ่งที่เขาแอบคิดอยู่ในใจเบื้องลึก
ใช่! เขาคิดอยากจะตายไปพร้อมกับออสการ์ ถ้าหากว่านั่นมันจะเป็นหนทางสุดท้ายที่จะทำให้เขาไม่ต้องเสียเธอไปให้ชายอื่น!
อังเดรตั้งสติอยู่อีกครู่ใหญ่ จึงถามอาแลนค่อยๆ นายพอจะมีทาง ช่วยฉันมั้ย?
หนุ่มฉกรรจ์ยิ้มเศร้าให้เขา แล้วพยักหน้าเบาๆ ราวกับว่า เขาเองก็ไม่ได้คิดอยากจะให้สหาย เลือกวิธีนี้ ทว่า ความเห็นใจในตัวชายหนุ่มผู้นี้ ก็มีไม่น้อยเช่นกัน
พรุ่งนี้นายมาพบฉันอีกทีที่นี่ เวลาเดียวกันนี้ ฉันจะเอายามาให้ บอกก่อนนะ ว่าฉันมียานี้เก็บไว้ เพราะฉันเองก็ไม่รู้ว่าวันไหนฉันจะต้องใช้มัน! ความอดอยาก มันทรมานซะจนฉันเองก็ไม่อยากจะทนมีชีวิตอยู่ต่อไป ถ้าหากว่าฉันไม่ได้เข้ามาเป็นทหาร ฉันก็อาจจะอยากใช้มันเหมือนกัน มันเป็นยาที่มีประสิทธิภาพดีมาก รับรองว่าจะไม่รู้สึกทรมานแต่อย่างใด คล้ายกับว่า หัวใจได้หยุดเต้นลงเองโดยฉับพลันหลังจากที่ได้กินเข้าไปซักพัก ถ้านายยังมั่นใจว่า ต้องการมัน ก็มาพบฉันพรุ่งนี้นะ อย่าลืมล่ะ!
อาแลนเดินจากไปนานแล้ว ทว่า อังเดร ยังคงคิดทบทวนถึงทุกอย่างที่เขาพูดทิ้งท้ายเอาไว้ ต่อเมื่อมือที่ถือนิยายอยู่เริ่มจะรู้สึกล้า เขาจึงปรายสายตามองที่นิยาย พลันก็นึกถึงคำพูดของเจโรเดล
เป็นนิยายรักที่ไม่เลวเลยนะ? . อังเดรสูดลมหายใจเข้าปอดราวกับจะรวบรวมความกล้าหาญอย่างสุดชีวิต
ออสการ์ ยกโทษให้ฉันด้วย!======
ไวน์แดงรสเลิศ ได้ถูกรินใส่แก้วไวน์เจียระไนสองใบ วางเรียงคู่กันไว้อยู่บนโต๊ะกลมเล็กภายในห้องที่มืดสลัว มีเพียงเทียนที่จุดไว้บนเชิงเทียนไม่กี่เล่ม ทว่า เจ้าของห้องดูจะไม่อนาทรร้อนใจกับความมืดมน
เพราะในใจของเขา ราวกับมีเมฆหมอกสีดำปกคลุม จนแทบหยั่งถึงก้นบึ้งไม่ถึงเสียด้วยซ้ำไป!
อังเดรอยู่ในชุดงดงามเต็มยศ เสื้อนอกเนื้อผ้าหนาอย่างดี ผูกผ้าพันคอลูกไม้แบบสมัยนิยมในเหล่าสุภาพบุรุษในปารีส เสื้อเชิ๊ตสีขาวแขนยาวเข้ากับเสื้อแจ๊คเก็ตไหมสีฟ้าคราม เข้ากับสีนัยน์ตา
ผมของเขาเริ่มยาวขึ้นแล้วหลังจากที่ตัดออกตั้งแต่คราวที่ปลอมตัวเป็น อัศวินดำ พินิจพิเคราะห์ให้ดีแล้ว อังเดรก็เป็นชายหนุ่มที่ภูมิฐาน หน้าตาดี ไม่ด้อยไปกว่าขุนนางใด
เขาเคยได้รับจดหมายรักจากเหล่าบรรดาบุตรีคุณหญิงคุณนายในพระราชวังแวร์ซายส์อยู่บ่อยครั้งเสียด้วย เรียกได้ว่า เขากับออสการ์เคยมีความหลัง เอาจดหมายรักมานับอวดกันว่า ใครได้รับ มากกว่าใคร? แล้วต่างคนต่างก็หัวเราะให้กันและกัน เพราะไม่รู้ว่า ควรจะดีใจกับเกียรติที่ได้รับนี้หรือไม่
เพราะ คนหนึ่ง เป็นอิสตรี ในคราบบุรุษ
อีกคนหนึ่ง เป็นสามัญชนผู้ที่ไม่มีทางจะอาจเอื้อมต่อสตรีมีตระกูลคนใดได้อังเดรหวีผมให้เรียบร้อยเข้ารูป พลันมือซ้ายของเขาไพล่ไปแตะดวงตาข้างที่ไม่อาจใช้การได้อย่างเบามือ น่าเสียดาย ที่เขาต้องเสียมันไปจากการต่อสู้กับ เบอร์นาร์ด แชเทอเลต์ ผู้รับสมอ้างตนเองว่าเป็น อัศวินดำ และทำเพื่อประชาชน
เคราะห์ดี ที่มันไม่ได้เกิดขึ้นกับดวงตาของหญิงผู้เป็นที่รักของเขา เพราะหากว่าเป็นเช่นนั้น อังเดรคงจะต้องขาดใจตายเสียแน่นอน!
ดีแล้ว ที่พระเจ้าเลือกให้เขาเป็นคนที่ต้องสูญเสียดวงตาข้างนั้นไป
ทว่า เขาเองก็เริ่มหวั่น ราวกับว่า พระเจ้ากำลังต้องการให้เขาไม่มีโอกาสได้เห็นร่างสง่างามราวกับนาซีซัสนั้นอีก หรือว่ามันเป็นลิขิตของพระเจ้า?
ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ต้องสูญเสีย
เสียทั้งดวงตา
เสียทั้งผู้เป็นที่รักให้กับชายอื่นแล้วเขาจะทนได้เช่นไร?!
อังเดรลงนั่งลงบนเก้าอี้อย่างอ่อนล้า เขารู้สึกเหน็ดเหนื่อยอย่างบอกไม่ถูก เพราะรู้ดีว่า สิ่งที่ตนเองเลือกที่จะกระทำในวันนี้ ต้องใช้กำลังใจมากมายขนาดไหนกว่าที่เขาจะกล้าตัดสินใจทำ ชายหนุ่มนั่งนิ่ง คิดทบทวนกับตัวเอง
พระผู้เป็นเจ้า ขอโปรดอภัยให้ลูกด้วย
ความรักในโลก เป็นความรักที่ผูกพันกันได้ แต่ลูกได้เลือกความรักที่ผูกพันกันด้วยความตาย! โปรดอภัยให้ลูกด้วยอภัยให้กับความรักครั้งนี้!
พระผู้เป็นเจ้า โปรดดูความพินาศของเราที่เกิดจากความรักด้วยเถิด
ความตายเท่านั้น ที่จะทำให้ความรักครั้งนี้สมหวัง!ชายหนุ่มเพิ่งรู้ตัว เขาไม่อาจกลั้นน้ำตาลูกผู้ชายไว้ได้เลย!
น่าแปลก ที่คนอย่างเขา หมดกำลังใจได้ถึงเพียงนี้ อังเดรเป็นคนมองโลกในแง่ดี เขาร่าเริงเสมอตั้งแต่ยังเด็ก แม้เมื่อครั้งที่พ่อแม่ต้องตายจากไป เขายังคิดว่า ไม่ว่าจะยังไง เขาก็คงอยู่ต่อไปได้ มันก็คงเป็นเพียงแค่ไม่นานกว่าที่เขาจะได้พบกับพวกเขาอีกบนสวรรค์ อังเดรยังจำได้ถึงนิทานก่อนนอนที่แม่เล่าให้ฟังยามที่หล่อนยังมีชีวิตอยู่ แม่จะเล่าถึงผู้ที่กระทำความดีและความดีจะตอบสนอง
เพราะพระเจ้าไม่เคยทอดทิ้งคนดี แต่ทว่า .แม่ไม่เห็นเคยบอกเลยว่า แม้จะเป็นคนดี แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอ
เขาต้องเป็นคนมียศตำแหน่งด้วย จึงจะสมหวังกับความรักได้!แล้ว .แล้วฉันมีชีวิตอยู่จนถึงเดี๋ยวนี้เพื่ออะไรกัน? เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร?! เพื่อยืนมองดูเธอตกเป็นของชายอื่นอย่างนั้นหรือ?!
พระผู้เป็นเจ้าทำให้ฉันเหลือดวงตาเพียงข้างเดียวเพื่อดูสิ่งนี้หรือ?!
มันช่างโหดร้ายเหลือเกิน!!ผมสีดำนุ่มสลวยของชายหนุ่มปรกคลุมใบหน้าที่ฉาบด้วยน้ำตาเป็นทาง เขาเป็นอย่างนี้เสมอจนออสการ์เคยล้อเลียนเมื่อสมัยเด็กๆว่า เขาเป็นคนอ่อนไหวกับเรื่องที่ละเอียดอ่อนได้มากยิ่งกว่าผู้หญิง เสียงสะอึกสะอื้นของเขาเคยทำให้ออสการ์ต้องลงทุนนั่งปลอบซะยกใหญ่
ในขณะที่อีกฝ่าย จะร้องไห้กับเรื่องที่เกินปัญญาที่จะแก้ไขได้ และเป็นนิสัยที่หล่อนมักจะร้องไห้อยู่เงียบๆโดยไม่สะอื้นไห้ออกมาให้ใครได้ยิน จนอังเดรก็นึกหวั่นว่า หล่อนอาจจะอกแตกตายได้ถ้าหากต้องอดกลั้นต่อความรู้สึกถึงขั้นนั้น
ออสการ์ ตั้งแต่เล็กจนโต เราไม่เคยที่จะห่างกัน และถ้าหากว่า เธอจะต้องตาย เธอจะตายร่วมกับฉันไหม?
จะยอมให้อภัยฉันไหม?!ฉันจะไม่ปล่อยให้เธอต้องรู้สึกทรมาน! ฉันจะกอดเธอไว้ให้แน่นที่สุดจนถึงวาระสุดท้าย กอดเธอไว้จนกว่าชีวิตจะดับสูญ อยากให้เธอมั่นใจว่าความตายจะทำให้ความรักเป็นผลขึ้นมา
ยกโทษให้ฉันด้วย!!
ชายหนุ่มเอื้อมมือไปหยิบห่อสีขาวเล็กๆอย่างระมัดระวัง เขาไปตามนัดเพื่อพบาแลน และบุรุษผู้นั้นก็ยื่นสิ่งนี้มาให้เขา มันเป็นยาที่จะทำให้เขาและคนรัก ไปสู่ปรโลกโดยที่ไม่ต้องทุกข์ทรมานกับความตายที่จะมาเยือนเพียงเสี้ยวนาที เขายังจำได้ถึงสายตาที่อาแลนมองเขาก่อนจะตบไหล่เขาเบาๆแล้วเดินจากไป
จะใช้มันหรือไม่ อยู่ที่ดุลยพินิจของนาย ฉันขออวยพรให้นายโชคดี!
อังเดรสูดลมหายใจเข้าปอด ราวกับจะเรียกความกล้าหาญของตัวเองออกมา เขาต้องการมันมากที่สุด ห่อยาเล็กๆนั้นถูกคลี่ออก และเทค่อยๆลงในแก้วไวน์ทั้งสอง ชายหนุ่มกุมมือทั้งสองข้าง วิงวอนต่อพระเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย
พระผู้เป็นเจ้า โปรดรับลูกลงสู่อเวจีด้วย และนำหญิงที่ลูกรัก ไปสู่สวรรค์ด้วยเถิด!
======
ออสการ์ อยู่ไหม? เสียงเคาะประตูเบาๆ ทำให้ออสการ์เงยหน้าขึ้นมาจากอิริยาบทเดิม หล่อนส่งเสียงตอบให้เขาเปิดประตูเข้ามาหา พร้อมกับใช้มือเช็ดน้ำตา ทว่าไม่อาจพ้นสายตาของผู้ที่มาเยือนได้
บนโต๊ะที่หล่อนนั่งอ่านหนังสืออยู่มีหนังสือเล่มหนึ่งวางอยู่ อังเดรเห็นได้ชัด
La Nouvelle Helouise!
เสียงหัวเราะในลำคอเบาๆของหญิงสาวดังขึ้น ทว่าเขารู้ดีว่ามันไม่ใช่เสียงหัวเราะที่มาจากความขบขันใดๆ
หล่อนพยายามปรับอารมณ์ให้เป็นปกติอยู่ นานครั้งที่ออสการ์จะร้องไห้ ถ้าหากว่าไม่ใช่เรื่องที่สุดแสนจะกลั้นได้ และเช่นเคย หัวไหล่อันบอบบางของหญิงสาวสั่นสะท้านเพราะแรงต้านจากตนเองไม่ให้สะอื้นออกมาทั้งๆที่เสียใจจนสุดแสน
พอได้อ่าน เมื่อกี้แล้ว ทำไมมันกลั้นน้ำตาไม่ได้ก็ไม่รู้ เมื่อก่อนอ่านดูแล้วก็ไม่เห็นว่ามันเข้าท่าตรงไหนเลย มือเรียวสวยเช็ดน้ำตาตนเองอีกครั้ง ราวกับไม่อาจห้ามน้ำตาให้หยุดไหลได้ แม้จะพยายามยิ้มรับให้กับผู้มาเยือนที่ยังคงเงียบ ไม่ปริปากถามใดๆ
แต่พอได้อ่านเมื่อกี้แล้ว น้ำตามันไหลออกมาเองนะ รู้สึก อัดอั้นตันใจไปหมดเลย
นั่นสิ เขาเองก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมเขาถึงได้รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกันยามที่ได้อ่านหนังสือนี้ และความรู้สึกที่ว่านั้น มันก็กำลังอยู่ในใจเขาในตอนนี้!
ฉันเอาไวน์ มาให้ จะขอ ร่วมดื่มด้วยได้มั้ย? เขาแทบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่า ได้พูดออกไป หญิงสาวมองเขาอย่างนึกขัน
อุตส่าห์เอามาให้แล้วนี่ ไม่น่าถามเลย ก็เมื่อก่อนตอนยังรุ่นๆ เขากับหล่อน เคยดื่มร่วมขวดเดียวกันเสียด้วยซ้ำไป
ออสการ์เคยนึกชื่นชมอังเดรอยู่ครามครันที่เขาเป็นคนคอแข็งมากกว่าหล่อน ทั้งที่หญิงสาวเองก็ คอทองแดง ไม่ด้อยไปกว่าบุรุษอีกมากมาย
เขาเคยคุ้น กับการแอบพาออสการ์ไปดื่มตามร้านเหล้าถูกๆ อย่างที่ชาวบ้านทั่วไปจะเข้าไปนั่งดื่มกัน โดยที่จะให้ คุณแม่บ้านรู้ไม่ได้เด็ดขาด ครั้งที่หล่อนเป็นกังวลที่ แฟร์ซองยังไม่กลับมาจากการรบที่อเมริกา เขาก็นั่งดื่มเป็นเพื่อนอยู่จนถูกกลุ่มชายฉกรรจ์กหาเรื่อง โดยที่เขาเองไม่คิดเหมือนกันว่า สตรีที่เขามีใจใฝ่ปอง จะเลือดร้อนชกผู้ชายล้มคว่ำไปต่อหน้าต่อตาเพราะความมึนเมาจนขาดสติ
ลงท้าย ก็เขาอีกนั่นแหละที่ต้องอุ้มหล่อนกลับบ้านเพราะถูกชาวบ้านรุมซ้อมเอา แถมยังถูกขโมยเงินที่ติดตัวไปอีกจนหมดเกลี้ยง
ชายหนุ่มได้มีโอกาส จุมพิศหล่อนเป็นครั้งแรก ในคืนนั้น และเขา ไม่เคยลืมมันลงได้เลยแม้แต่วินาทีเดียวตราบจนบัดนี้!
คนทั้งสองถือแก้วไวน์ไว้ในมือ ออสการ์หมุนแก้วเวียนวนราวกับจะชื่นชมกลิ่นของมัน ทว่านัยน์ตาหล่อนกลับทอดไปในดินแดนอันแสนไกลที่เหมือนกับว่า จะไม่มีปรากฏอยู่ภายในห้องนั้น
ออสการ์ คืนนี้ สวดมนต์เสร็จแล้วหรือยัง? เขาถามขึ้นค่อยๆ
เสร็จแล้ว ชายหนุ่มลอบถอนหายใจอย่างวางใจ ดีแล้ว
วินาทีที่ออสการ์กำลังจะยกแก้วไวน์ขึ้นจิบนั้น อังเดรแทบจะไม่รู้ตัวว่าเขากลั้นหายใจอยู่นานเท่าไหร่! อีกเพียงนิดเดียว พญามัจจุราช ก็จะมาดึงเอาชีวิตของหล่อนไปสู่มือของพระผู้เป็นเจ้า และเขา ก็จะสวมกอดหล่อนไว้ ก่อนที่จะรีบติดตามสตรีผู้เป็นที่รักยิ่งไปสู่ปรโลก!
ทว่า ราวกับหล่อนยังมีสิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจ เมื่อเสียงใสราวกับกระดิ่งแก้วเจียระไนดังขึ้นอีกครั้ง อังเดรถึงกับอดสะดุ้งไม่ได้
อังเดร มนุษย์เราทุกคน พร้อมที่จะตายทุกเวลา นายว่ามั้ย?
หญิงสาวไม่ทันสังเกตเห็นอาการของเขา เพราะกำลังติดอยู่กับความคิดของตนเอง ออสการ์ลุกขึ้นยืนถือแก้วไวน์เดินเอื่อยๆไปที่หน้าต่างระเบียงสุดห้องนอน หล่อนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง แสงจันทร์นวลไยทอลงมาบนเส้นผมสีทองยาวสลวย งดงามราวกับภาพวาด
อังเดรพยายามจดจำทุกอย่างไว้ คล้ายกับ จะเก็บไว้เป็นความทรงจำไปหมดทั้งสิ้น
บางที ฉันก็นึกอยากจะกลับไปเป็นเด็กอีก โตจนป่านนี้แล้ว ทำไมถึงยังนึกถึงแต่เรื่องเก่าๆก็ไม่รู้ อายุขนาดนี้ก็เรียกว่า เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้วแท้ๆ เขาเงี่ยหูฟังหล่อนพูดทุกคำ อดีตทุกเรื่องยังคงเด่นชัด ราวกับว่า เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อวานนี้!
ฉันดีใจมาก ที่ได้เข้าทำงานในกองทหารรักษาพระองค์เพื่อรับเสด็จเจ้าหญิงรัชทายาท ตอนนั้นยังไม่จบโรงเรียนนายร้อยด้วยซ้ำนะ และยิ่งดีใจ ที่ได้เป็นองครักษ์ประจำตัวของพระนาง มารี อังตัวเน็ตต์ ผู้เลอโฉมตามที่พ่อบัญชา! ฉันคนนี้ในตอนนั้น ได้เป็นถึงผู้ที่ต้องปกป้องราชินีในอนาคตของฝรั่งเศส หึหึ แค่นี้ฉันก็ไม่หวังอะไรอีกแล้ว!
ภาพในอดีตทุกอย่างหวนกลับมาสู่ความทรงจำของอังเดร เขาจำได้ ทุกบททุกตอน ทั้งหน้าตาที่ปีติยินดีของออสการ์ ทั้งความจงรักภักดีที่หล่อนมีให้ครอบครัวพระเจ้าอยู่หัว และ ความกล้าหาญที่เป็นที่กล่าวขวัญกันในพระราชวังเสมอมา
จริงสินะ เขาลืมมันไปได้ยังไง?
ไม่ใช่แค่นั้น มันไม่ใช่แค่นั้นเขาในวันนั้น ก็ชื่นชมออสการ์ ที่กล้าหาญชาญชัย ยอมแลกชีวิตหล่อนเพื่อเอ่ยปากขอให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 อภัยโทษให้เขาเพราะทำให้เจ้าหญิงรัชทายาทต้องบาดเจ็บจากการตกม้า
เขาในวันนั้น สาบานไว้ว่า พร้อมที่จะสละชีวิตเพื่อนหล่อนได้ทุกเมื่อ!
แต่ในวันนี้ ฉันกำลังให้เธอสละชีวิตเพื่อฉัน ทั้งที่ฉันเคยบอกว่าฉันจะยอมสละ!
โอ ออสการ์!!
ไวเท่าความคิด เขาพุ่งเข้าไปหาออสการ์ที่กำลังจะดื่มเหล้าองุ่นแก้วนั้น อย่าเพิ่งดื่ม!
อย่าเพิ่งดื่มนะออสการ์ อย่าดื่ม!! หญิงสาวตกใจกับเสียงของเขาซะจนชะงัก จังหวะนั้นเองอังเดรยกมือขึ้นสะบัดแก้วไวน์จนกระเด็นไปจากมือหล่อน
บอกว่าอย่าดื่ม! อย่า!!
เสียงแก้วแตกดังขึ้นหลังจากนั้น แต่ออสการ์หงายหลังล้มลงบนพรมโดยที่อังเดรคร่อมอยู่บนตัวหล่อน มิใช่เพื่อจะล่วงเกิน หากแต่เพื่อสำรวจว่า หล่อนมิได้เป็นอะไรตรงไหน ใบหน้าที่ซีดของชายหนุ่มเริ่มมีเลือดฝาดขึ้น หัวใจของเขาเริ่มเต้นแรงน้อยลง ความดีใจได้เพิ่มพูนขึ้นมาจนเขากลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้
อา โล่งอกไปที!!
ออสการ์ได้แต่นิ่งงันอยู่อย่างนั้น หล่อนไม่ได้ขยับตัวแต่อย่างใด และไม่ได้ปัดป้องให้อังเดรลุกถอยห่างออกไป ไม่เข้าใจว่า น้ำตาของเขาที่รินหยดลงมาสู่ใบหน้าของหล่อนนั้น มันหมายความว่ายังไง และอังเดร ก็มิปรารถนาจะอธิบาย
จะเรียกว่าเห็นแก่ตัวหรือเรียกว่าลำพองใจนะ เรา เราเป็นคนแบบนี้เรอะ? ฉันมีสิทธิ์อะไรที่จะทำอย่างนี้กับเธอ? ช่างเห็นแก่ตัวจริงๆ!
อังเดร ? ออสการ์ได้แต่ครางออกมา ชายหนุ่มจึงรู้สึกตัวและลุกขึ้น เสไปเก็บเศษแก้วที่ตกแตกบนพื้นห้อง
ขอโทษนะ อย่าเพิ่งเข้ามาล่ะ เดี๋ยวจะโดนแก้วบาดเอา ฉันจะทำความสะอาดพื้นก่อน ไม่มีอะไรนะออสการ์
อังเดรพยายามข่มเสียงตัวเองให้เป็นปกติ แต่เขาไม่อาจห้ามอาการสั่นของร่างกายตัวเองไว้ได้เลย
อังเดร!นั่นมือนาย!! ออสการ์ส่งเสียงร้องเพราะมือของชายหนุ่มถูกแก้วบาดจนเลือดไหล แต่มิทันที่หล่อนจะเข้าไปถึงตัวเขา อังเดรก็ยิ่งห้ามหล่อนด้วยเสียงที่ดังกว่า
บอกว่าอย่าเข้ามา ไม่ได้ยินหรือไง?! เขารามือจากแก้วไวน์ที่เหลือ แล้วบอกหล่อนค่อยๆ เดี๋ยวฉัน จะไปเอาไวน์มาให้ใหม่ รอเดี๋ยวนะ!
อังเดรออกจากห้องไปแล้ว ถ้าหากอังเดร จะรู้สักนิดถึงคำถามที่ออสการ์ย้ำถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยที่ไม่มีคำตอบ และไม่แน่ใจกับความคิดตัวเอง . ทว่า เขารู้เพียงแค่ เขามีแต่ความยินดีอัดอั้นในหัวใจ ที่ไม่สามารถอธิบายได้ว่า มันมีค่ามากแค่ไหน
ยังไม่ตาย! ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้เห็นร่างที่งดงามขนาดนี้! ร่างระหงที่มีเลือดหล่อเลี้ยง ยังคงได้ยินเสียงหัวใจและชีพจรเต้น ผมบลอนด์เป็นประกายดุจเทพ อพอลโล แห่งโอลิมปัส! เรา เราปกป้องไว้ได้
และเราจะปกป้องต่อไปให้ได้ จนกว่าชีวิตจะหาไม่!=====
Once upon a time.. when comics were not yet copyright..