Tribute to Classic Shoujo Manga in Thailand


Once upon a time.. when comics were not yet copyright..

 

FAN-FICTION กุหลาบแวร์ซายส์ : สมบัติล้ำค่าใต้ต้นโอ๊ก

fanfiction ที่เขียนขึ้นมานี้ ได้ไอเดียมาจากบรรดาแฟนๆของการ์ตูนเรื่องกุหลายแวร์ซายส์ ซึ่งตัวละครต่างๆในเรื่องนี้นั้น ผู้เขียนมิได้เป็นคนคิดริเริ่ม หากแต่เป็นผลงานของ อาจารย์ Ikeda Riyoko ผู้ถือลิขสิทธิ์ผลงานเรื่องกุหลาบแวร์ซายส์แต่เพียงผู้เดียว

อนึ่ง fanfiction ที่ผู้เขียนได้นำมาบันทึกไว้ยัง ณ ที่นี้ เพื่อร่วมแชร์ความเพลิดเพลินกับผู้อ่านทุกท่าน เท่านั้น มิได้หวังจะนำไปเผยแพร่เพื่อประโยชน์ส่วนตัวในด้านการค้าหรือการเงินใดๆทั้งสิ้น

*******************************************************

อ้างอิงถึง ผลงาน ชุด treasures แห่งเว๊บ http://www.destinyofroses.org/oscar/Treasures.html
ซึ่งผู้เขียนมิได้คิดอ้างขโมยผลงานมาเป็นของตนแต่อย่างใด หากขอแปลเป็นภาค ภาษาไทยเพื่อความบันเทิงร่วมกัน สำหรับเพื่อนๆที่รักการ์ตูนเรื่อง กุหลาบแวร์ซายส์

*******************************************************

“อังเดร ... ถ้าหากว่าฉันต้องตายล่ะก็ ช่วยรักษาสมบัติที่อยู่ใต้ต้นโอ๊คให้ดีล่ะ ทั้งลูกข่างตะกั่ว มีดพกสีแดง แล้วก็… ตุ๊กตาหมี!”

ออสการ์ ฟรังซัว เดอ จาร์เจ : พูดกับ อังเดร ในคืนก่อนที่จะมีการประลองกับ ดยุค กูย์เมนี

เป็นเช้าอีกวันหนึ่งสำหรับสาวรับใช้ตระกูล จาร์เจ ที่จะต้องตระเตรียมอาหารมื้อเช้าไว้สำหรับเจ้านายทุกคน ต่างคนต่างก็มีงานเต็มมือ เดินเข้าออกในครัวเพื่อที่จะลำเลียงสำรับอาหารมาจัดบนโต๊ะอาหารให้เรียบร้อย

ขนมปังที่เพิ่งอบใหม่ๆ สด หอมกรุ่น เคียงคู่กับแยมเบอร์รี่รสต่างๆที่ทำกันเองในครัวเรือนยามมีผลไม้มากมายตามฤดู ไส้กรอก แฮม และไข่ทอด พร้อมทั้งเค้กรสส้มและพายเลม่อน ที่บุตรีคนเล็กของเจ้านายดูจะโปรดปรานเป็นพิเศษ

บนโต๊ะรับประทานอาหารเช้านั้นยังมีผลไม้ตามฤดูกาลวางใส่จานเปลใหญ่ไว้ตรงกลาง ชุดน้ำชาราคาแพงมีขอบลายปราณีต บรรจุชารสดีจากอังกฤษที่บุตรีคนโตของเจ้านายส่งมาให้อยู่เสมอ แนบเคียงด้วยเหยือกใส่นมสดและครีมที่ถูกส่งมาจากฟาร์มทุกเช้ามืด

แต่ในความคึกคักที่เกิดขึ้นในเช้านี้ ก็ยังมีร่างหนึ่งที่ดูเหมือนจะไม่ตื่นเต้นกับสิ่งใดทั้งสิ้น เด็กชายผมสีดำค่อนข้างหยักศกอายุราว 8 ขวบ ซึ่งเป็นหลานชายคนเดียวของคุณแม่บ้านใหญ่ประจำตระกูล นั่งจ่อมอยู่ที่โต๊ะอาหารในห้องครัวโดยหนุนแขนของตัวเองแทนหมอน


ว่าที่จริงแล้วเขาก็ตื่นมาทีหนึ่งแล้วล่ะ หากเมื่อเสร็จภาระกิจยามเช้าที่จะต้องดูแลความสะอาดของม้าในคอกแล้ว เขาก็กลับรู้สึกง่วงงุนขึ้นมาอย่างไม่สามารถห้ามตัวเองได้ ท้ายสุด เมื่อกลับเข้ามาในบ้านเพื่อจะรอรับประทานอาหารแล้ว เขาจึงถือโอกาสงีบหลับอีกสักหน่อยโดยไม่ได้บอกกล่าวใคร

แม่สาวใช้รุ่นๆหลายคนเห็นเด็กชายกำลังหลับปุ๋ยอย่างสุขสงบแล้ว ต่างก็ยิ้ม แล้วพร้อมใจกันปล่อยเขาไว้ให้นอนหลับตามสบาย ไม่มีใครไปปลุกให้ตื่นจากภวังค์

ทว่า ยังมีสตรีอยู่คนหนึ่ง ที่ไม่ดูดายกับภาพที่เห็นตรงหน้า …

“อังเดร กรังดิเออร์!! นี่มัวทำอะไรอยู่นี่ เจ้าหลานซื่อบื้อ ใช้ไม่ได้เลย?!” คุณแม่บ้านผู้เป็นย่าของเด็กชายร้องเสียงหลงเมื่อเห็น อังเดร นั่งหลับนิ่งอยู่กับโต๊ะ หล่อนวางจานชามกองโตจากห้องครัวใหญ่ลงในอ่างล้านจานเสียงไม่ดังนัก ทว่ามันก็ไม่ได้แผ่วเบา กระนั้น เด็กชายก็ยังนิ่งเงียบอยู่ในท่าเดิมไม่กระดิกตัวแม้สักนิด

“อังเดร! ฉันบอกให้แกตื่นเดี๋ยวนี้!” เมื่อใช้ไม้อ่อนแล้วยังไม่ได้ผล หล่อนจึงต้องออกอาการร่วมด้วย โดยการเคาะหัวหลานชายเบาๆ พอแค่ให้เขารู้สึกตัวตื่น

“อืมม…” เด็กชายยังงัวเงีย ขยี้หูขยี้ตา ราวกับวิญญาณยังไม่เข้าร่างดีนัก
“อังเดร!”

เสียงของผู้เป็นย่าที่ดังสนั่นสำหรับหูของเขานั่นล่ะ ที่ปลุกเด็กชายได้ชะงัดนัก อังเดรลืมตาโพลงขึ้นมาอย่างหมดอาการง่วง ขยี้ตาอีกครั้งเพื่อตั้งสติ
“อะไรครับ ย่า?” ตบท้ายโดยการหาวอีกสักทีเถอะน่า

คุณแม่บ้านถอนหายใจอย่างอ่อนใจ “นี่ฉันจะทำยังไงกับแกดีนะ … หือ? โชคดีนะที่ย่ามาเห็นแกเข้าก่อนที่นายผู้ชายท่านมาเห็นเข้า รู้มั้ย?!” พูดไปอย่างนั้นเอง นานทีปีหน ท่านนายพล จึงจะบุกเข้ามาถึงในครัว ที่เป็นเหมือนอาณาจักรส่วนตัวของคุณแม่บ้าน


หล่อนเป็นคนเก่าคนแก่ อยู่มาตั้งแต่สมัยยังสาว เป็นพี่เลี้ยงให้กับ ท่านนายพล จาร์เจเมื่อครั้งยังเยาว์วัย จนเมื่อหล่อนแต่งงานมีครอบครัวไปพักใหญ่ ลูกชายเติบโตจนมีครอบครัวเองแล้ว หล่อนก็กลับมาอยู่กับครอบครัวนี้อีกครั้งเพราะท่านนายพลไปขอตัวมาให้ช่วยเลี้ยงดูบุตรสาวทั้งห้า และท้ายสุด เมื่อออสการ์ถือกำเนิดขึ้นมาเป็นลูกสาวคนที่ 6 หล่อนก็ทุ่มเทความรักและหัวใจเพื่อเลี้ยงทารกคนนี้อย่างหมดชีวิต ด้วยความเวทนาในชะตากรรมของเด็กหญิงตัวน้อย


ทั้งบ้านนี้ แทบจะไม่มีเจ้านายคนไหนที่สามารถเข้ามาถึงในเรือนครัวได้เลย เพราะคุณแม่บ้านถือว่าเป็นหน้าที่ของตนที่จะดูแลเรื่องงานบ้านและอาหารการกิน ที่เข้ามาได้ ก็มีแต่ ออสการ์ ที่แว่บไปแว่บมาเพื่อมาหาเพื่อนเล่นบางครั้งบางคาบ

“ถ้ามีเวลามากพอที่จะนอนล่ะก็นะ ช่วยขึ้นไปปลุกคุณหนูออสการ์ให้ย่าทีสิ นี่เธอยังไม่ลงมาเลย อาหารเช้าจะเย็นเสียหมด” คุณแม่บ้านพูดไป ล้างจานในอ่างไปด้วย อังเดรฟังที่ย่าสั่งแล้ว ก็นึกฉงน

ออสการ์น่ะเรอะ ยังไม่ตื่น? ทั้งทีปกติจะเป็นคนแรกที่ลงมาแล้วแท้ๆ … ถึงจะลงมาหลังนายท่านก็เถอะ

ฉับพลัน เขาก็นึกได้ว่า เมื่อคืนนี้ทั้งเขาและออสการ์ ต่างก็อยู่อ่านหนังสือประวัติศาสตร์ของ จูเลียส ซีซาร์ กันจนดึก ไม่อาจจะวางได้เพราะแสนจะทึ่งกับเรื่องราวของวีรบุรุษนักรบและผู้ที่ได้ชื่อว่า เคยเป็นราวจักรพรรด์ผู้เกรียงไกรของอาณาจักรโรมัน รวมไปจนถึงอาณาจักร โกลล์ และเลยไปถึงดินแดนฝั่งตะวันออกเช่น อียิปต์ … จักรพรรดิ์ผู้ถูกปลงพระชนม์อย่างง่ายดาย โดยสหายสนิทในรัฐสภา!

“ไม่อยากเชื่อเลยนะ ทั้งที่เป็นเพื่อนกันแท้ๆ…” อังเดรเปรย

“ถ้านายกล้าทำอย่างนั้นกับฉันนะ อังเดร ฉันจะต้องแทงนายซะก่อนแน่ๆ” เด็กน้อยผมสีทองสลวย อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขา เอ่ยขึ้นทันควัน

“งั้นซ้อมกันเลยตอนนี้ก็ได้ … โอ้ เจ้า! ออสการ์ เจ้าแทงเรา….โอ…!!” เด็กชายผมดำหยิบเอามีดสั้นแบบพกด้ามสีแดง ซึ่งเขามีไว้เล่นผจญภัยตามประสา แล้วชูขึ้นมาก่อนจะหนีบปลายมีดเอาไว้ใต้วงแขน อังเดรกรอกดวงตาขึ้นแล้วออกท่าทางคล้ายกับว่าถูกแทง

“โอ..!! เรา จบชีวิตเสียแล้ว!” จบประโยคนั้น เขาก็ฟุบแน่นิ่งลงกับพื้น ไม่กระดุกกระดิก

ท่าทางอันแสนตลกของเด็กชายผู้โตกว่า ทำให้ร่างเล็กที่มีผมสีทอง และดวงตาสีฟ้าสดกลมโต มีแววฉลาดเฉลียว ระเบิดเสียงหัวเราะอย่างสุดกลั้น “ยอดจริงๆอังเดร นายน่าจะลองไปเป็นนักแสดงนะนี่!”

อังเดรเหลือบมองผู้มีศักด์เป็นเพื่อนและนาย แล้ว ก็ลุกขึ้นมานั่งยิ้มอย่างรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ เขารู้ว่า ออสการ์ ถูกเลี้ยงมาอย่างเด็กผู้ชายตั้งแต่แรกเกิดอย่างเข้มงวด หากเขาก็ตื้นตันที่ได้เห็นหล่อนหัวเราะอย่างเต็มหัวใจเช่นนี้ เพราะมันไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักหรอก …

“อังเดร! นี่แกฟังย่าพูดอยู่หรือเปล่า ฮึ?!” คุณแม่บ้านเอะใจเพราะหลานชายเงียบไปซะเฉยๆ “ไปเร็วเข้า ลุกขึ้น แล้วรีบไปปลุกคุณหนูซะล่ะ”

พูดไม่พูดเปล่า อังเดรต้องสะดุ้งสุดตัวเพราะคุณแม่บ้านโผเข้ามาหิ้วคอเขาราวกับลูกแมวเพื่อจะไล่ให้เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ เขาวิ่งแผล็วออกมาจากห้องครัวแล้วปิดประตู เหลือบมองเห็นเสื้อกั๊กมีร่องรอยฟองสบู่ที่มาจากมือของคุณแม่บ้านแล้ว เด็กชายก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างอ่อนใจ

ย่านี่ ช่างจู้จี้จุกจิกเสียจริงเชียว … คงเป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่งของพวกผู้หญิงล่ะมั้ง … เด็กชายคิดในใจ แล้วก็หัวเราะให้กับตัวเอง เพราะนึกอะไรขึ้นได้


ถ้าออสการ์ เลือกจะเป็นผู้หญิง ... หล่อนจะเป็นเหมือนย่ามั้ยนะ?!

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

อังเดรเดินทะมัดทะแมงขึ้นบันไดขึ้นไปชั้นสอง ตรงไปที่ห้องของคุณหนูตระกูล จาร์เจ อย่างเคยคุ้น เมื่อมาถึงที่หมาย เขาเคาะที่ประตูเบาๆ

“ออสการ์?” เด็กชายลองส่งเสียงเรียกแล้ว ทว่า ผู้ที่อยู่ในห้องยังคงเงียบกริบ ไม่มีสัญญาณใดๆตอบรับทั้งสิ้น ... เอายังไงดีนะ ....

เขากลั้นหายใจก่อนจะเอื้อมมือไปที่ลูกบิดประตู และเหมือนโชคจะเข้าข้างเมื่อได้ยินเสียงลูกบิดที่หมุนตัวเองไปจนสุดทาง เขาลองผลักประตูดูแล้ว ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก

“โชคดีชะมัด หมอนั่นไม่ได้ล๊อคประตู!” อังเดรเอี้ยวตัวเข้ามาภายในห้อง ก่อนจะค่อยๆปิดประตูอย่างระมัดระวังไม่ให้เกิดเสียงรบกวนเจ้าของห้องนั้น เด็กชายลองเพ่งมองดูรอบๆห้องที่ค่อนข้างสลัวเพราะม่านยังมิได้ถูกรวบเปิดออกแล้วก็มั่นใจว่า ผู้ที่เป็นทั้งเพื่อนเล่นและเจ้านายของตน คงจะยังไม่ลุกจากเตียงเป็นแน่ คิดได้ดังนั้น เขาก็เขย่งบนปลายเท้าค่อยๆย่องบนพรมนุ่ม เพื่อผ่านจากหน้าห้อง ซึ่งจัดเป็นบริเวณสำหรับโต๊ะนั่งเล่น เข้าไปสู่บริเวณที่ตั้งเตียงนอนคุณหนูของบ้านจาร์เจ

เตียงของหล่อนยังคงมีผ้าม่านที่ปลดลงมารุ่ยร่าย เพื่อให้แสงแดดมิรบกวนผู้ที่ยังหลับไหล ออสการ์ยังคงอยู่บนเตียงจริงดังที่เขาคาด และหลับสนิทอย่างเป็นสุขราวกับเทพธิดาตัวน้อยๆที่ลงมาแอบงีบหลับจากบนสวรรค์ ทว่าอังเดร ก็รู้ดี ... ถ้าหากว่า ออสการ์ตื่นขึ้นมาแล้ว เทพธิดาผู้น่ารักที่เขาเห็นอยู่นี้ ก็จะกลายร่างเป็นเด็กชายวัย เจ็ดขวบ มาถือดาบแกว่งไกวไปโดยปริยาย ...

ที่จริงการได้อยู่มองดูหล่อนหลับแบบนี้ ก็เพลิดเพลินดีเหมือนกัน และเขาคงจะมองดูภาพที่เหมือนหลุดออกมาจากเทพนิยายนี้อีกนาน ถ้าหากว่าไม่บังเอิญเหลือบไปเห็นวัตถุชิ้นหนึ่งที่อยู่ในอ้อมแขนของหล่อนเข้า อังเดรพยายามชะโงกหน้าเข้าไปเพ่งดูแล้วก็นึกฉงนขึ้นมาทันใด

นั่นมัน .... ตุ๊กตาหมีที่เขาคิดว่า หล่อนทิ้งมันไปตั้งนานแล้วนี่นา! เจ้าตุ๊กตาหมียัดนุ่นตัวนี้ เขาจำได้ว่า ออสการ์เคยเอามาให้เขาได้ยล เพราะมันเป็นของเล่นที่ติดตัวหล่อนมานานตั้งแต่แรกเกิดก็ว่าได้ ... ดูท่าทางมันก็เก่าไม่ใช่ย่อย แม้สภาพจะยังดีอยู่ เขาเห็นแค่ช่วงหัวของตุ๊กตาโผล่ออกมานอกผ้าห่มเพียงเล็กน้อย เพราะเจ้าของกอดเอาไว้แน่นในอ้อมแขน

ก็ตั้งแต่ที่ออสการ์ประกาศตนว่า ตัวเองเป็นผู้ชายนี่แหละ ที่หล่อนหันหลังให้กับของเล่นชิ้นนี้ เพราะมันทำให้ดูไม่สมเป็นชาย ... ยังไงก็ตาม เขาก็มั่นใจว่า ตุ๊กตาตัวนี้แหละ คือเจ้าตัวนั้นที่เขาเคยเห็นแน่นอน

“นี่ถ้าออสการ์รู้เข้าว่าเรามาเห็น มีหวัง.. ต้องฆ่าเราแหงเลยแฮะ...” คิดเองยังหวั่นเอง เด็กชายคิดจะถอนทัพกลับออกจากห้อง หากเพียงชั่วครู่ เขาก็นึกขึ้นมาได้

“บ้าจริงแฮะ ไม่ว่าทางไหน เราก็ต้องตายอยู่ดี ย่าให้เรามาปลุกออสการ์ให้ได้นี่นา!” เป็นอันว่า ที่ย่องกลับมาจนถึงหน้าประตูห้อง เกือบที่จะเปิดประตูออกไปอย่างเงียบๆ ต้องล้มเลิกโดยปริยาย เขาตัดสินใจ กลับมาที่เตียงนอนหล่อนอีกครั้ง ยืนคิดหาวิธีที่จะทำให้เทพธิดาตัวน้อยนี้ตื่นขึ้นมาได้ดังที่คุณแม่บ้านบัญชา

แล้วเด็กชายก็นึกออกจนได้! เขายิ้มเจ้าเล่ห์อย่างนึกสนุก .... อังเดรเดินถอยหลังไปหลายก้าว นัยน์ตาเขาพยายามกะระยะทางให้พอดีกับการที่เขาจะวิ่งแล้วดีดตัวเองให้ขึ้นไปอยู่บนเตียงนั้น เมื่อแผนการได้เสร็จสิ้น เด็กชายผมดำก็วิ่งมาไม่กี่ก้าวก่อนจะโผกระโดดขึ้นไปบนเตียงนอน เขากระดอนขึ้นไปแล้ว เจ้าของเตียงก็โดนเบียดเนื้อที่ แล้วลื่นตกเตียงลงมาอย่างฉับพลัน ... เสียงดัง พลั่ก!

เด็กหญิงผมสีทองนุ่มระยับราวกับเส้นไหมรู้สึกตัวตื่น หล่อนขยี้ตาแล้วลืมตาขึ้นมาแล้วแหละ แต่ยังคิดว่าตัวเองยังคงฝันอยู่

“เอ... อะไรกันล่ะเนี่ย? เราฝันร้ายเรอะ?” หากพอสักพัก ออสการ์ก็เริ่มเข้าใจว่า นี่ไม่ใช่ฝัน ... มันเป็นปรากฏการณ์ที่ค่อนข้างประหลาดอยู่เหมือนกัน เพราะหล่อนไม่เคยนอนดิ้นจนถึงขนาดลงมากลิ้งอยู่บนพื้นอย่างเช่นวันนี้

เด็กหญิงมองเห็นตุ๊กตาหมีนอนเอกเขนกอยู่กับพื้น แล้วก็ให้สงสัยขึ้นมาทันควัน ฉับพลันหล่อนก็รู้สึกตัวว่า ไม่ได้อยู่คนเดียวภายในห้องนี้ ออสการ์โผล่หน้ามาดูที่อีกด้านของเตียงเพื่อที่จะพบกันใบหน้าที่กระหยิ่มยิ้มย่องเสียจนแก้มแทบปริของเด็กชายที่เป็นเพื่อนเล่นของตน

“หนอยยยยย!!! อังเดร กรังดิเออร์!! วันนี้ฉันจะต้องฆ่านายแน่ๆ!!” เห็นไหมเล่า ... อังเดรสังหรณ์ใจไม่ผิด เทพธิดาจะกลายร่างเป็นปิศาจมาคร่าเอาชีวิตเขาไปจริงๆด้วย ... เขาพยายามหลบวูบวาบ ไม่ให้โดนตะครุบตัวได้ แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะถูกคว้าข้อเท้าไว้เสียก่อน และท่าทางเขาคงจะไม่หลุดออกมาง่ายๆแน่

“นี่แน่ะ! เจ้าบ้านี่!” ออสการ์คำราม ฟาดตุ๊กตาหมีที่คว้าติดมือมาได้ลงบนอังเดร อย่างไม่ปราณี เด็กชายผู้ถูกทำร้ายร่างกายพยายามปัดป้องอย่างสุดกำลัง จนกระทั่งล้มลงด้วยแพ้ภัยตนเองพร้อมกับเสียงหัวเราะ มีผลให้อีกฝ่ายเผลอไผลเพียงชั่วครู่ จังหวะนั้นอังเดรก็คว้าเอาหมอนหนุนศีรษะของมาอัดใส่หน้าหล่อนเข้าให้บ้าง หาไม่ เขาคงจะไม่มีทางจะหลุดรอดจากการทารุณกรรมของเด็กหญิงได้เลย

แต่ออสการ์ยังไม่ยอมล้มเลิกง่ายๆ หล่อนหาทางเขวี้ยงหมอนกลับไปที่หน้าเขาก่อนจะผลักเขาหงายหลังล้มลงจนหัวเกือบจะชนกับปลายเตียง ชั่วพริบตาเดียว เด็กชายก็ถูกล๊อคคอเข้าอย่างจัง มืออีกข้างของหล่อนจับศีรษะเขาไว้มั่น

ดูท่าทางเขาคงจะไม่รอดแล้วแน่ๆ!

“ยอมแพ้หรือยัง หา?!”

“ยอมแล้วๆ!” ฝ่ายผู้บุกรุกยอมจำนน เพราะไม่มีทางแล้ว

“ดีมาก!” คำตอบของเขามีส่วนทำให้หล่อนพอใจขึ้น ทันทีที่ถูกปลดปล่อยออกจากพันธนาการแล้ว อังเดรก็ลุกขึ้นนั่งหอบฮั่กจนเกือบจะสำลัก เขาพยายามสูดลมหายใจเข้าปอดเพื่อให้ดีขึ้น หาก ยังทันได้เห็นดวงตาสีฟ้าที่เจิดจ้าเป็นประกายของผู้ชนะ ... อังเดรนึกอยากแกล้งหล่อนขึ้นมาทันควัน

และโดยไม่ให้อีกฝ่ายตั้งตัวได้ เขาพุ่งเข้าไปหาออสการ์แล้วตรึงร่างเล็กนุ่มละมุนนั่นไว้ก่อนจะประทับรอยจูบไว้ที่ปลายจมูกหล่อนเพียงสัมผัสเฉียดฉิว!

ออสการ์ตาลุกโพลงด้วยความตกใจ อังเดรเล่นหล่อนทีเผลออย่างรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ทัน กว่าที่หล่อนจะถลาไปถึงตัวเขา อังเดรก็กระโดดแผล็วไปจากตรงนั้นเพื่อจะวิ่งออกนอกประตูห้องนอนของหล่อนแล้ว แถมยังมีหน้าหัวเราะและป่าวประกาศให้หล่อนได้ยินอีกด้วยว่า “ฉันชนะ!”

เด็กหญิงยกมือขึ้นเช็ดปลายจมูกอย่างสะบัดๆ ทั้งแค้นทั้งขำ

“เจ้าบ้าอังเดร นายเล่นสกปรกนี่หว่า! คอยดูเหอะฉันจะต้องเอาคืนอย่างสาสม!”

“รู้แล้วล่ะน่า...” ผู้ถูกอาฆาตแค้นเปิดประตูค้างไว้ แต่หันมาขยิบตาให้หล่อนราวกับดีใจที่ตัวเองถูกมาดร้าย “แต่รีบๆลงมากินอาหารเช้าเถอะ สายแล้วนะ รีบลงมาก่อนฉันจะกินซะหมดแทนล่ะ!”

อังเดรรีบปิดประตูก่อนจะโดนไม้ตายสุดท้ายอย่างทันเวลาพอดี หมอนที่ออสการ์ปาไปที่หน้าเขา ชนกับประตูจนหล่นลงมากองที่พื้น อังเดรยังทันได้ยินเสียงเด็กหญิงสบถอย่างที่ถ้าหากว่า มาดาม จาร์เจมาได้ยินเข้า คงจะเป็นลมไปหลายตลบ ก่อนที่เขาจะก้าวออกจากประตูห้องหล่อนอย่างถาวร

ในบ้านนี้ นอกจากเขาแล้ว เคยมีใครได้ยินร่างเล็กปราดเปรียวราวกับเทพตัวน้อยๆที่ซุกซนสบถบ้างไหมหนอ?

“เอาเถอะน่ะ .... ยังไง ออสการ์ก็ตื่นแล้วล่ะ” อังเดรยิ้มให้กับตัวเองอย่างชื่นชมที่ทำหน้าที่ได้อย่างครบถ้วน เขาเดินผิวปากกลับลงไปที่เรือนครัวด้านล่างอย่างอารมณ์ดีในเช้าวันนี้

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

* รบกวนช่วย จินตนาการ ห้องนอนของออสการ์ ให้เป็นอะไรที่คล้ายๆยังงี้ด้วยเน้อ ^^''

“ออสการ์! ออสการ์!” เสียงท่านนายพล จาร์เจ เรียกหาบุตรีดังกังวานก้องบนชั้นสองของคฤหาสน์โอ่อ่า แต่เมื่อเคาะประตูเรียกอย่างไร เจ้าตัวก็ไม่ปรากฏแม้แต่เสียงให้ได้ยิน ผู้เป็นพ่อก็เริ่มจะออกอาการหงุดหงิด “อยู่ที่ไหนกันนะ เจ้าลูกคนนี้…”

ท่านนายพลเปิดประตูเข้าไปในห้องนอนบุตรสาว แสงแดดอันอบอุ่นทอแสงผ่านเข้ามาให้ห้องสว่างขึ้น ผ้าม่านที่ถูกรวบไว้เรียบร้อยโบกสะบัดเบาๆตามสายลมที่พัดผ่านเข้ามา บ่งบอกว่าหน้าต่างบานใหญ่ที่สุดห้องได้เปิดกว้างเอาไว้ให้อากาศบริสุทธิ์ถ่ายเทเข้ามาภายใน แว่วเสียงแผ่วเบาของใครบางคน … ท่านนายพล แชเวอเลียร์ เรเนียร์ เดอ จาร์เจ มองไปรอบๆห้อง แล้วค่อยเดินไปที่ระเบียงหน้าต่างเพื่อชะโงกมองภาพที่อยู่ด้านล่าง

สนามหญ้าของคฤหาสน์ มีร่างของเด็กเล็กๆสองคนกำลังคุยโต้ตอบกันโหวกเหวก คนหนึ่งผมสีทองหยักศกเป็นลอน กำลังใช้ดาบไล่รุกฟาดฟันเด็กผมสีดำซึ่งได้แต่ตั้งการ์ดปกป้องตนเองอย่างสุดความสามารถ เพราะไม่มีช่องให้สามารถโจมตีกลับ

“เฮ้อังเดร! ตั้งใจหน่อยซี่ แค่วันเดียวนายก็ฝีมือตกแล้วนะนี่?!” คนตัวเล็กกว่า ผมสีทองเย้ยหยัน
“บ้าเอ๊ย… ถ้านายหัดอยู่เฉยๆในท่าเดียวสักสองวินาทีล่ะก็นะ…!” เจ้าคนผมดำก็ชักจะเหนื่อยแล้วเหมือนกัน
“ถ้านายยังยืนอยู่ได้ล่ะก็ นายก็ยังสู้ต่อได้ล่ะน่า!”

ทั้งหมดนั้น ทำให้ท่านนายพล อดไม่ได้ที่จะยิ้มบางๆ … บุตรีคนเล็กที่เฝ้าฟูมฟักเลี้ยงดูมาอย่างลูกชาย มีแววจะเติบโตเป็นนักรบที่เก่งกล้า เป็นที่เชิดหน้าชูตาของวงศ์ตระกูล ตามรอยเท้าของผู้เป็นพ่ออย่างมิต้องสงสัย กระนั้นก็ยังมีสิ่งหนึ่งที่ยังคอยรบกวนจิตใจของท่านนายพล เป็นบาวครั้งบางครา… ถ้าหากว่า ออสการ์ได้เติบโตขึ้น และรับรู้ว่าตนเองเป็นผู้หญิง และถึงตอนนั้น ผู้ที่เป็นเพื่อนเล่น ก็จะเติบโตขึ้นตามวัยเฉกเดียวกันเล่า?

จะมีประโยชน์อันใดที่จะมาวิตกกังวลในตอนนี้? บุรุษผู้เป็นประมุขของตระกูลส่ายหัวราวกับจะสะบัดเอาความคิดนั้นออกไป … นี่คือ “ลูกชาย” ที่เราภาคภูมิใจ! จะให้ความคิดนั้นมาทำให้พะวักพะวงไม่ได้เป็นอันขาด!

ชั่ววูบนั้น อะไรบางอย่างในห้องนอนของบุตรสาว ได้กระทบกับแสงแดด และสายตาของท่านนายพลก่อนจะเดินออกไปจากห้องนอน … มันถูกซุกไว้ใต้เตียงก็จริง ทว่าด้วยความรีบร้อนกระมัง มันจึงไม่สามารถหลบพ้นจากสายตาเขาไปได้ … ดูเป็นอะไรบางอย่าง มีขนสีน้ำตาลนุ่มนวล … ท่านนายพลย่อตัวลงเพื่อจะก้มดูให้ชัด ก่อนจะหยิบมันขึ้นมา

มือของท่านนายพลบีบสิ่งนั้นแน่นเมื่อพินิจพิเคราะห์มันอย่างชัดเจน แม้ว่ามันจะเริ่มมอมแมม เก่าและขาดวิ่นเป็นบางส่วน แต่มันก็ยังอยู่ในสภาพที่ดี ทำไมเขาจะจำไม่ได้? ตุ๊กตาหมีตัวนี้ ส่งมาจากบุตรชายของคุณแม่บ้าน มันเดินทางข้ามน้ำข้ามแผ่นดินในฝรั่งเศส มาเป็นของขวัญในวันถือกำเนิดของลูกสาวคนเล็กของตระกูล! แต่ว่าสิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ … เขาสั่งให้ออสการ์เอาตุ๊กตาตัวนี้ไปทิ้งเมื่อนานมาแล้ว!

ไม่ได้! จะให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาได้ทุ่มเทลงไป มาพังพินาจเพราะสิ่งนี้ที่อาจจะมาทำให้ออสการ์ลังเลใจในภายภาคหน้าไม่ได้เป็นอันขาด!

“ไปตามออสการ์มาเดี๋ยวนี้ซิ! ฉันจะไปรอในห้องหนังสือ!” เสียงกราดเกรี้ยวของท่านนายพล ทำเอาแม่สาวใช้ผู้โชคร้ายที่บังเอิญอยู่แถวนั้นแทบสะดุ้งสุดตัว หล่อนรวบผ้าห่มที่พับเรียบร้อยไว้ในมือแน่นเพื่อไม่ให้สั่นด้วยความตกใจก่อนจะรีบทำตามคำสั่งที่ได้รับจากท่านประมุข

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

บุตรีคนเล็กของตะกูล จาร์เจ ยืนหลังตรง มือไพล่ไว้เบื้องหลังราวกับทหารที่อยู่ต่อหน้าผู้บังคับบัญชาเพื่อรอรับคำสั่ง ทว่าเจ้าตัวกลับต้องพยายามข่มน้ำเสียงที่เกือบสั่นของตนไว้ให้ได้อย่างเต็มที่ “คุณพ่อเรียกหาผมหรือครับ?”

ใบหน้าที่หันมามอง ไม่ทำให้หล่อนรู้สึกกลัวมากเท่ากับการได้เห็นสิ่งที่อยู่ในมือของบิดาที่กำลังถูกบีบรัด และชูขึ้นมาตรงหน้าของตน “นี่มันหมายความว่ายังไงกัน ออสการ์?!”

เด็กน้อยต้องใช้กำลังใจอย่างมากมายที่จะบังคับตัวเองให้มีสติ หาไม่หล่อนอาจจะสะดุ้งสุดตัวด้วยความกลัวโทสะของผู้เป็นพ่อ … แม้ใบหน้าจะเรียบเฉย หากภายในใจกลับร่ำร้องประท้วง … จะทำยังไงดีหนอ?

พ่อรู้ความลับของเราเสียแล้ว!

“ไม่มีอะไรนี่ครับ”
“ไม่มีอะไร? แกเรียกไอ้สิ่งนี้ว่ายังงั้นเรอะ?! พ่อบอกให้แกเอามันไปทิ้งตั้งนานเป็นปีแล้ว ใช่มั้ย?!”
“ผม..เอ้อ ..ผมทิ้งไปแล้วครับ” ให้เก่งกาจยังไง สติก็ชักจะไม่อยู่กับตัวจนเริ่มตอบตะกุกตะกักเสียแล้ว
“อย่ามาโกหกพ่อนะ ออสการ์! พ่ออับอายกับการกระทำของแกมากนะ!”
“ผมทิ้งไปแล้วครับ! แต่ว่า.. สาวใช้คนหนึ่งเอากลับมาให้ผม!” บุตรีพยายามปกป้องตัวเอง อย่างสุดกำลัง จนผู้เป็นพ่อเดือดดาลหน้าแดง
“ถ้าอย่างนั้น แกคงไม่ว่าอะไรสินะ ถ้าฉันจะทิ้งมันด้วยมือฉันเอง!”

เด็กน้อยเม้มปากแน่นมิให้มันสั่น ออสการ์ไม่กล้าแม้แต่จะพูดอะไรออกมา เพราะหาไม่ หล่อนอาจจะเผลอร้องไห้ออกมาเป็นแน่!

ไม่กี่นาทีจากนั้น บิดาก็เดินล่วงไปเปิดประตูซึ่งติดกับห้องข้างๆซึ่งมีเตาผิงไฟ โดยออสการ์จำต้องมองดูภาพที่อยู่ตรงหน้าอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ตุ๊กตาหมีตัวจ้อยถูกโยนเข้าไปในเตาผิงอย่างไม่ปราณี จากนั้นไม้ขีดไฟก็ถูกจุดแล้วโยนใส่มันโดยมีฟืนกองใหญ่เป็นเชื้อไฟ เมื่อปลายลิ้นแห่งเปลวเพลิงได้โลมเลียขึ้นมาบนฟืนแล้ว ท่านนายพลก็กระแทกปิดประตูบานนั้นแล้วเดินกลับเข้ามาในห้องหนังสือ

น้ำตาของเด็กน้อยรื้นขึ้นมา ทว่า มิได้ไหลออกจากดวงตา มือสองข้างที่ยังไพล่หลังในท่าเดิมสั่นเสียจนต้องกุมเอาไว้แน่น … ไม่ยุติธรรม! มันช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย! …ออสการ์ต่อสู้กับความเศร้าโศกของตนเองอย่างรุนแรง เพราะถูกสอนว่า ผู้ชายนั้นไม่ร้องไห้เสียใจให้ใครเห็น ทหารก็ต้องยอมรับโทษทัณฑ์ของตนอย่างสงบ เพราะผู้บังคับบัญชาเห็นควรว่าผิดจริง

หล่อนไม่กล้าที่จะจ้องตาบิดาแม้แต่น้อย หากมองเพียงแค่ริมฝีปากแทน เพราะอังเดรเคยสอนหล่อนไว้ “มันทำให้คนคิดว่า เรากำลังฟังทุกๆคำที่เขาพูดอยู่ ไม่รู้เหมือนกันนะว่าทำไม แต่มันก็ได้ผลนะ” และสิ่งที่อังเดรสอนไว้ก็ใช้ได้ผลเป็นอย่างดีสมราคาคุยเสียด้วย

“หวังว่าคงจะสำนึกได้ด้วยตนเองแล้วนะออสการ์!” ผู้เป็นพ่อไตร่ถามอย่างคาดคั้น และบุตรสาวก็ตอบรับคำแม่นมั่นอย่างสงบ ทว่าดวงตาแดงก่ำแม้จะพยายามที่จะอดกลั้นอารมณ์ไว้ภายใน … ดวงใจของคนเป็นพ่อเองก็สั่นไหวอย่างสงสารลูกเหมือนกัน ทว่า ต้องทำใจแข็งข่ม!

ทั้งหมดที่เขาทำนี้ก็เพื่อหล่อนทั้งนั้น บุรุษผู้ทำงานภายใต้ราชการทหาร ล้วนแล้วแต่ต้องเข้มแข็ง อดทน และยอมรับความผิดได้โดยไม่มีข้อแม้แต่อย่างใด!

“ถ้างั้นก็ไปได้แล้ว แต่ถ้าหากว่ามีเรื่องแบบนี้แล้วพ่อจับได้อีกล่ะก็ เจ้าจะต้องถูกลงโทษหนักหนาสาหัสกว่านี้ เข้าใจไหมออสการ์?!”
“ครับ พ่อ” ร่างเล็กก้มหัวทำความเคารพ ก่อนจะใช้กำลังใจเดินไปที่ประตูเพื่อออกจากห้อง

ทันทีที่ประตูห้องหนังสือได้ถูกปิดลงเบื้องหลัง ออสการ์ก็ล้มลงอย่างหมดแรงที่จะทำอะไรแม้แต่จะร้องไห้ มีเพียงเสียงสะอึกสะอื้นเบาๆที่สะท้อนอยู่ภายในอก ... รับรู้ได้ด้วยตนเอง


หล่อนได้สูญเสียของเล่นชิ้นสำคัญไปเสียแล้ว

"ท่าทางเราจะต้องแย่แน่ๆเลยคราวนี้!" อังเดรคิดในใจเมื่อพยายามวางแก้วลงบนตู้ใส่ภาชนะที่ติดกับฝาผนังในห้องครัว เช้านี้เขาฝึกซ้อมฟันดาบกับเพื่อนเล่นตามปกติ จนกระทั่งแม่สาวใช้คนหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่น มาตามทายาทของตระกูลให้ไปพบบิดาในห้องหนังสือ

อังเดรดูจากท่าทางของสาวใช้แล้ว ได้แต่สังหรณ์ใจว่า ... ออสการ์คงจะต้องโดนเรียกไปทำโทษอะไรสักอย่างเป็นแน่

เขาคุ้นเคยกับออสการ์จนมองปฏิกิริยาของหล่อนออก อังเดรทันได้เห็นมือน้อยๆที่ถือดาบนั่นสั่นเล็กน้อยเมื่อพยักหน้ารับคำจากสาวใช้ การเรียกหาของท่านนายพลในแบบนี้ หมายถึงการถูกเรียกไปสั่งสอนและอาจจะมีบ้างที่บุตรีจะต้องถูกทำโทษโดยการตีบ้าง ... อังเดรอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสารหล่อน ... คราวนี้ออสการ์โดนเรื่องอะไรหนอ?

ฉับพลัน เขาก็นึกขึ้นมาได้ถึงเมื่อเช้าตรู่ที่เขาขึ้นไปปลุกออสการ์... หรือว่ามันจะเกี่ยวกับตุ๊กตาหมีตัวนั้น?

"เอาล่ะ ... ฉัน คงต้องไปหาคุณพ่อก่อน จะได้รู้กันว่ามันเรื่องอะไรคราวนี้" ถึงยังไงผู้ที่เป็นทั้งนายทั้งเพื่อนเล่นของเขา ก็กล้าหาญชาญชัยอย่างน่าชมเชย "ถ้าฉันรอดชีวิตมาได้ เราคงได้มาฟันดาบกันต่อ!" ออสการ์ยกดาบขึ้นมาแตะหน้าผาก คำนับตามแบบมารยาทที่ดีของการฟันดาบ ก่อนจะวิ่งหายเข้าบ้านไป

อังเดรรอจนมั่นใจว่า ออสการ์วิ่งนำหน้าไปจนลับตาแล้ว เขาจึงแอบเข้าบ้านโดยวิ่งลัดเข้าไปในเรือนครัว หยิบแก้วน้ำลงมาจากชั้นวาง แล้วค่อยๆย่องมาตามทางที่จะไปสู่ห้องโถงซึ่งเชื่อมโยงไปถึงปีกขวาของคฤหาสน์ เด็กชายผมดำค่อยๆก้าวไปในห้องที่ติดกับห้องหนังสือของตระกูลจาร์เจ แล้วแนบหูเขากับกำแพงเพื่อจะฟังว่าภายในเกิดอะไรขึ้นบ้าง

เขาทันได้ยินประโยคของท่านนายพลว่า "... คงไม่ว่าอะไรสินะ ถ้าฉันจะทิ้งมันด้วยมือฉันเอง!" แล้วทันใดนั้น ประตูจากห้องหนังสือซึ่งติดกับประตูห้องที่เขาเข้ามาหลบก็ได้เปิดโพลงขึ้นอย่างรวดเร็ว อังเดรซึ่งยืนอยู่ด้านหลังของประตูเองก็ตกใจจนสะดุ้ง

เสร็จกัน เราติดอยู่ในนี้ หนีไปไหนไม่ได้แล้วสิ!"

เด็กชายผมดำยืนตัวแข็งด้วยความกลัว รู้สึกเย็ยยะเยือกไปถึงสันหลังด้วยกลัวว่า ประมุขของบ้านจะจับได้ว่าเขาอยู่ในนั้น และถ้าหากว่าเป็นเช่นนั้น ... เขาเองนั่นแหละที่จะโดนลงโทษหนักเสียยิ่งกว่าออสการ์!

ทว่า ดูเหมือนเขาจะโชคดีที่ท่านนายพล ไม่ทันได้สังเกตอะไรในห้องนั้น เมื่อโยนอะไรบางอย่างลงบนกองฟืนในเตาผิงและจุดไฟโยนใส่มันแล้ว ท่านนายพลก็ก็ไม่ได้ใส่ใจที่จะมองอะไรแม้ว่าเขาจะยืนแนบติดกับกำแพงด้านหลังประตูที่เปิดแง้มออกเล็กน้อย ... ท่านนายพลเอื้อมมือมาจับประตู ก่อนจะก้าวออกจากห้องแล้วปิดกระแทกประตู และก็จบเท่านั้น

อังเดรให้กลัวแสนกลัวยังไง ก็ยังมีสติพอที่จะวิ่งเข้าไปหาเตาผิงแล้วเอาแก้วที่อยู่ในมือตักน้ำจากถังที่ตั้งอยู่ข้างๆ ซึ่งวางเอาไว้เผื่อว่าจะใช้ดับไฟ สาดเข้าใส่กองเพลิงที่เริ่มก่อตัวขึ้นเพราะเชื้อฟืน ควันจากฟืนที่ถูกน้ำสาดใส่ลอยละล่องขึ้นสู่ปล่องไฟ ทว่ามันก็ได้ถูกเขาดับลงแล้วเรียบร้อย

อังเดรค่อยๆเอื้อมมือเข้าไปควานหาสิ่งที่อยู่ในนั้น แล้วก็ได้พบกับวัตถุชิ้นหนึ่งที่ขนนุ่มนิ่ม เมื่อแน่ใจว่าคว้าไว้ได้แล้วในมือ เขาก็ดึงมันออกมาสู่อิสระภาพ ก่อนจะใช้มือปัดมันให้ดูดีขึ้น

ตุ๊กตาหมีของออสการ์... ตอนนี้ทั้งดำไปทั้งตัวเพราะเขม่าควัน ขนก็ทั้งไหม้ ทั้งขาดกระรุ่งกระริ่ง

"ฉันว่าแกต้องอาบน้ำซะหน่อยล่ะนะ!" อังเดรยิ้มให้กับตุ๊กตาหมีตัวจ้อยเมื่อพินิจพิจารณาความเสียหาย ก่อนจะรวบมันเข้ามาไว้ในอ้อมแขนแล้วออกจากห้องนั้นไป

ร่างเล็กที่มีผมสีทอง ยังคงนอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนเตียงนอนแม้เวลาจะล่วงเลยไปจนมืดค่ำแล้วก็ตาม จากการที่ต้องทำนิ่งเฉยเป็นทองไม่รู้ร้อนเมื่อเผชิญหน้ากับบิดาเมื่อกลางวัน ทำให้เจ้าตัวรู้สึกอ่อนล้าจนต้องซุกหน้าลงกับหมอนใบใหญ่เพื่อให้ความเย็นจากเนื้อผ้าบรรเทาความร้อนจากพวงแก้ม

จะร้องไห้ไม่ได้ เพราะทหารนั้นไม่ร้องไห้ให้ใครเห็น!

ครู่ใหญ่ เด็กน้อยก็ได้ยินเสียงใครบางคนเคาะประตูห้องตน ทว่ารู้สึกรำคาญเสียจนต้องเอาคว้าหมอนมาวางไว้บนศีรษะเพื่ออุดหูเสีย หวังให้สักประเดี๋ยวใครคนนั้นจะยอมแพ้แล้วไม่มารบกวนหล่อนอีก

เสียงเคาะประตูเงียบลงจริงดังหวัง แต่ออสการ์รู้สึกแว่วเสียงอะไรบางอย่างได้ถูกสอดเข้ามาด้านล่างของประตู แล้วเสียงฝีเท้าของใครคนนั้นก็ค่อยๆห่างออกไปจากห้อง

ความอยากรู้อยากเห็นก็มีมากกว่าความอ่อนล้า ออสการ์จึงลุกขึ้นจากเตียงอยากเสียไม่ได้ น่าแปลกที่ดูราวกับมันมีอำนาจและแสงสว่างในตนเองที่ให้หล่อนนึกสนใจ ออสการ์หยิบมันขึ้นมาแล้วเดินไปใกล้หน้าต่างให้แสงจันทร์ที่เพิ่งเริ่มขึ้น ช่วยส่องแสงให้เห็นตัวหนังสือที่เขียนอยู่บนนั้น

“ฉันพบอะไรบางอย่างที่เป็นของๆนาย ถ้าอยากได้คือ มาพบฉันที่ห้องคืนนี้ตอนสี่ทุ่ม …อ้อ! ถ้ามีกล่องโลหะอะไรสักอย่างที่ไม่ใช้ล่ะก็ เอามาด้วยนะ แล้วจะอธิบายให้ฟังทีหลังตอนเจอกัน” ไม่มีลายเซ็นกำกับว่าเป็นข้อความจากใคร ทว่าออสการ์ก็จำลายมือตัวเท่าหม้อแกงของอังเดรได้

“สี่ทุ่มงั้นเรอะ? … มีอะไรสำคัญหรือไงนะ?” เด็กน้อยแหงนมองดวงดาวค่ำคืนนั้นอย่างประหลาดใจ “หมอนั่นคิดจะทำอะไรของเค้ากันนะ?”

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

เทียนเพียงสามเล่มได้ถูกจุดในห้องนอนของเด็กชายผมดำผู้เป็นเพื่อนเล่นของบุตรีคนเล็กของบ้าน จาร์เจ จริงอยู่ มันไม่ได้ให้ความสว่างเท่าไรนัก แต่มากไปกว่าก็นี้จะเป็นอันตราย เพราะหากว่าคุณแม่บ้านมาพบเข้าว่า มีการแอบนัดแนะมาเดินเพ่นพ่านในบ้านยามดึกที่ควรจะเข้านอนแล้วเช่นนี้ ทั้งคู่จะต้องถูกทำโทษย่างมิต้องสงสัย

อังเดรได้แต่หวังว่าสหายของเขาจะมาตามเวลานัดที่บอกไป

ดูคล้ายกับเวลาผ่านไปอย่างแสนเชื่องช้ากว่าที่เข็มนาทีจะเดินมาจนถึงเลข 12 … ขณะนี้ เวลาสี่ทุ่มตามที่นัดหมาย! และวินาทีนั้น ก็มีเสียงเคาะเบาๆที่หน้าต่างห้องของเด็กชาย อังเดรถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะตรงเข้าไปเปิดบานกระจก

ตรงเวลาตามที่นัดไว้พอดิบพอดี!

“กว่าจะมาเปิดได้!” ผู้มาเยือนเอ่ยคำทักทายด้วยรู้สึกฉุนเฉียว ก่อนจะตะกายเข้ามาทางระเบียงหน้าต่างทั้งที่หอบหิ้วอะไรมาด้วยในอ้อมแขน “ฉันนึกว่าจะคอหักตายซะแล้วด้วยซ้ำ!”

เพื่อนเล่นยิงฟันให้อย่างทะเล้น เมื่อร่างเล็กเข้ามาได้เรียบร้อย เจ้าของห้องก็จัดแจงปิดบานกระจกหน้าต่างและลงกลอนเรียบร้อย เขารู้ว่าออสการ์มักจะพูดแบบนี้เสมอเมื่อต้องปีนออกจากหน้าต่างห้องนอนแล้วโหนตัวเองบนเถาไม้เลื้อยที่หนาเหนียวของต้นไอวี่เพื่อข้ามมาสู่ห้องของเขา

“งั้นก็คงคอหักตายทุกครั้งน่ะสิ?” ยอกย้อนแล้ว อังเดรก็ขยิบตาให้เป็นเชิงรู้ทัน แต่ทว่าครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน เพราะดูเหมือนว่าคนตัวเล็กกว่าจะพลุ่งพล่านมากขึ้นเมื่อได้ยินอย่างนั้น ออสการ์เดินย่างสามขุมไปที่เตียงก่อนจะวาง…หรือเรียกให้ถูกก็คือ ขว้าง… กล่องโลหะที่หอบหิ้วมาด้วยลงบนเตียงนอนของอังเดร

“เอ้า! ฉันเอาไอ้กล่องบ้านี่มาให้แล้ว ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันขอตัวก่อนล่ะ”

กิริยาของคนตัวเล็กกว่าดูแปลกไปกว่าปกติ อังเดรจึงรีบคว้าแขนออสการ์ไว้ก่อนที่หล่อนจะตรงดิ่งกลับไปที่ระเบียง เมื่อออสการ์เบือนหน้ามา เขาจึงได้เห็นดวงหน้าที่พยายามซ่อนเร้นความเศร้าสลดกับความเหนื่อยล้าไว้ ทว่าไม่อาจปิดบังสายตาของเขาได้

อังเดรรู้สึกละอายต่อตนเอง และปล่อยมือออกจากแขนข้างนั้น

“ขอโทษนะออสการ์ ฉันลืมไปเลยว่าวันนี้นายคงเจอเรื่องแย่ๆมามากพอแล้ว ฉันน่าจะรอให้นายดีขึ้นก่อน” คนตัวเล็กฟังนิ่ง ทว่าชั่วครู่ก็หายใจลึกๆเข้าปอดข่มใจให้ทำเข้มแข็ง

“เอาเถอะ … ยังไงก็มาแล้วนี่ อยากพบฉัน มีเรื่องอะไรเรอะไง?”

เพื่อนเล่นถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะเดินไปที่ปลายเตียงแล้วเปิดหีบที่เอาใช้วางพักเท้าและใช้ใส่ข้าวของประดามีขึ้น อังเดรควานหาสิ่งหนึ่งแล้วหยิบติดมือขึ้นมา สิ่งนั้นช่างดูเจนตาราวกับอะไรบางอย่างที่เคยคุ้น!

“อะ…อัง…อังเดร!”
“ฉันเอามันไปทำความสะอาดอย่างดีเลยนะ แล้วก็ปะส่วนที่มันขาดรุ่งริ่งด้วย แต่ฝีมืออย่างฉัน ก็คงจะไม่ใช่งานฝีมือที่ดีที่สุดในโลกหรอก…”

อังเดรยื่นตุ๊กตาหมีในมือให้สู่ผู้เป็นเจ้าของอย่างแท้จริง เขาทำเป็นมองไม่เห็นว่าเด็กหญิงมีน้ำตารื้นขึ้นมาที่ขอบตาทั้งสองขณะพิศดูเจ้าหมีน้อยนั้นแทบจะทุกซอกทุกมุม แสงสลัวในห้องพอจะทำให้เห็นได้ว่ามีรอยเย็บปะเป็นรูปตัว X ตรงส่วนที่เปลวไฟได้เผาไหม้ไปแล้ว … มือน้อยนั้นสั่นระริกอย่างยินดียิ่ง

“ขอบใจนะ” เด็กน้อยผู้ที่จะเป็นทหารหาญในอนาคตเอ่ยขึ้นราวกับเสียงกระซิบ
“ไม่เป็นไรหรอก” อังเดรยิ้มตอบ แต่วินาทีที่เขาเองก็ไม่ได้ตั้งตัวนั้น ร่างเล็กก็โผเข้ามาโอบกอดเข้าไว้อย่างรักใคร่จนเขาเองเกือบจะหงายหลัง

“ขอบใจจริงๆ!” หัวใจของเด็กชายเองก็พองโตด้วยความปรีดาไม่แพ้กัน เขากอดออสการ์ไว้ด้วยอ้อมแขนที่พร้อมจะปกป้อง ... แค่ได้รู้ว่า เขาอาจจะเป็นคนๆเดียวที่ออสการ์จะเผยถึงอารมณ์ที่อยู่ในใจลึกๆ อังเดรก็รู้สึกอบอุ่นเหลือล้น และมั่นใจว่าเขาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของหล่อน

“แล้วฉันก็มีความคิดดีๆ เรื่องที่จะช่วยเจ้าหมีนี่หลังจากนี้ด้วยนะ” เด็กหญิงคลายอ้อมกอด ทว่านัยน์ตายังฉายชัดถึงความทึ่งในตัวเพื่อนรัก

“จริงด้วยสินะ นายพูดถูก ถ้าหากว่าคุณพ่อจับได้ว่าฉันกับ…เจ้านี่…” แค่คิด เด็กน้อยผมทองก็รู้สึกรวดร้าว “นายมีวิธีอะไรเรอะ?”

อังเดรเดินกลับไปที่เตียงแล้วหยิบกล่องโลหะที่อยู่บนนั้นมายื่นให้ในมือของออสการ์ “ฉันกำลังคิดว่า เราคงต้องสวมบทบาทโจรสลัดกันซะหน่อยน่ะ”

คนตัวเล็กกว่าเอียงคอไปด้านหนึ่งอย่างใช้ความคิด “นายหมายถึงอะไร ฉันไม่เข้าใจ” ออสการ์ยังคงมองเห็นรอยยิ้มของผู้เป็นเพื่อนเล่นและคนรับใช้ ที่ดูเหมือนจะไม่เคยจางลงแม้แต่น้อย

“เราจะฝังสมบัติไว้ในนี้ … ก็มันเป็นโลหะใช่มั้ยล่ะ?”
“ฮื่อ”
“เพราะฉะนั้น เราก็จะเอาหมีของนายใส่ไว้ในนี้ เอาไปฝังในในสนามหลังบ้าน แค่นี้มันก็จะปลอดภัยจนกว่า นายจะโตพอที่จะไปขุดมันขึ้นมาในวันหน้าโดยไม่ต้องถูกทำโทษไงเล่า”

ดวงตาของออสการ์เป็นประกายขึ้นอย่างปลาบปลื้มในตัวของสหายยิ่งนัก

“ฉันน่าจะได้รู้จักนายมากกว่าที่จะเห็นฝุ่นจับตามหูนายนะเนี่ย!” แม้จะฟังดูแปลกๆเพราะหยอกเย้า แต่หล่อนก็ชมเขาล่ะน่า …

“ก็นายมันไม่เคยรู้เองนี่นา … ยังไงก็ตาม เพื่อความยุติธรรม …” อังเดรเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าแล้วปีนขึ้นไปหยิบะไรบางอย่างลงมา “ฉันก็จะฝังสมบัติของฉันเหมือนกัน” แสงเทียนจับต้องมีดพกสั้นสีแดงชาดส่งประกายวิบวับจากตัวด้าม ทำไมออสการ์จะจำมันไม่ได้

“แต่ว่า นั่นมันเป็นมีดสั้นที่นายรักนี่!” เสียงท้วงจากสหายรัก ทำให้เด็กชายผมดำเลิกคิ้วใส่
“ตุ๊กตาหมีนั่นก็เป็นของรักของนายใช่มั้ยล่ะ?”

ให้ยังไงก็ไม่อยากให้เขามาสูญเสียไปกับตนเองด้วย ออสการ์หลุบสายตาลงต่ำชั่วครู่ ก่อนจะสบตากับอังเดรอีกครั้ง

“ก็ใช่ … แต่ว่า…”
“ไม่มีแต่!” เด็กชายตอบรับ เปิดกล่องใส่มีดสั้นไว้ในนั้นแล้วเรียบร้อย “เราจะลงเรือลำเดียวกัน!”

มติสุดท้ายได้ถูกตัดสินแล้ว ออสการ์จึงพยักหน้าตอบตกลงก่อนจะหยิบตุ๊กตาหมีตัวสำคัญมาไว้ในมือ

แม้นจะไม่มีคำพูดบ่งบอกว่ารักของเล่นชิ้นนั้นเพียงใด แต่ทว่าอังเดรก็สามารถบอกได้เมื่อเห็นทีท่าที่ค่อยๆวางหมีอย่างบรรจง ทะนุถนอมลงในกล่องตามหลังมีดพกสีแดงอร่ามของเขา

“เราน่าจะหาอะไรมาเป็นตัวล่อซักหน่อยมั้ย? เผื่อว่าใครมาเห็นกล่องนี้เข้าแล้วเปิดดู จะได้คิดว่ามันไม่มีอะไรสำคัญไง” คนตัวเล็กออกปากเอง แสดงว่ายอมเล่นเกมนี้ด้วยแล้วเต็มตัว

“ก็ดีเหมือนกันนะ” คนโตกว่าทำท่านึกอยู่พักหนึ่ง “จริงด้วยสิ ฉันมีอะไรดีๆอยู่อย่างหนึ่ง!” พูดแล้วก็ก้มลงมุดเข้าไปใต้เตียงเพื่อจะหาอะไรสักอย่าง … ขณะที่อารมณ์ดีขึ้น ออสการ์ก็ให้รู้สึกมันเขี้ยวอยากที่จะแกล้งอังเดรเข้าให้เหมือนกัน

“อย่าเชียวนะ! อย่าแม้แต่จะคิดทำอะไรนะออสการ์!” ยังไม่ทันไร เสียงของเด็กชายที่มุดอยู่ใต้เตียงก็กำชับหล่อนทันที … ดวงหน้าใสหงิกทันควัน

หมอนี่รู้ทันเราไปเสียหมดเลยแฮะ!

ครู่หนึ่งอังเดรก็มุดลอดออกมาจากใต้เตียงหลังจากค้นหาสมบัติอีกชิ้นหนึ่งได้ มันเป็นลูกข่างตะกั่วสีแดงฉูดฉาดวาดเป็นรูปดาวด้วยสีน้ำเงินและเหลืองตามลำตัว… ดูๆไปแล้ว มันก็ดูจะไม่เป็นที่น่าสนใจนัก เพราะสีสันดูแล้วน่ากลัวเสียมากกว่าในความคิดของทายาทตัวน้อยแห่งตระกูลจาร์เจ

“ย่าให้ฉันไว้เล่นตั้งแต่ตอน สามสี่ขวบ แต่ไม่ค่อยได้เล่นเท่าไหร่นักหรอก”
“ดีเลยล่ะ ใครมาเห็นเข้าคงหมดความสนใจกับของที่เหลือ”
“คงยังงั้นแหละ ฉันจะเอาผ้าปูทับแล้ววางลูกข่างไว้บนผ้าก็แล้วกัน”

ระหว่างที่อังเดรจัดการกับกล่องสมบัตินั้น ออสการ์ก็หยิบอะไรบางอย่าง ส่องประกายออกมาจากกระเป๋าเสื้อ

“ฉันเอาล๊อคติดตัวมาด้วยนะ…” ยังไม่ทันจะพูดต่อ อังเดรก็เงยหน้าขึ้นมายิ้ม ทว่าดวงตาส่องประกายขบขันราวกับจะล้อเลียน

“ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกน่า ฉันรู้ว่าลูกกุญแจมันอยู่ที่ไหน!”

“แค่ลองเช็คดูเท่านั้นแหละ” คนตัวโตกว่าหัวเราะขบขัน เมื่อร่างเล็กแลบลิ้นใส่เพราะถูกจับได้ว่าเขาคิดยังไง

ท้ายที่สุดกล่องสมบัติของโจรสลัดตัวน้อยทั้งสองก็ถูกปิดผนึกลง ว่าที่นายทหารในอนาคตจัดการคล้องแล้วลงล๊อคเรียบร้อย … แค่นี้ก็ไม่มีใครจะมาเปิดมันได้แล้ว!

“เอาล่ะ! ลงมือฝังกล่องสมบัตินี้กันเถอะ!” อังเดรเอ่ยขึ้นอย่างกระตือรือร้น พร้อมๆกับที่ออสการ์พยักหน้าตอบรับ เต็มไปด้วยความมั่นใจในตัวของสหาย


“ตกลง!”

เสียงจั๊กจั่นดังระงมในยามค่ำคืนก้องกังวาน เหมือนกับจะช่วยอำพรางเสียงฝีเท้าของเด็กทั้งสองคนที่โหนตัวลงมาจากทางระเบียงหน้าต่างมาสู่พื้นดินโดยอาศัยเถาวัลย์หนาเหนียวจากต้นไอวี่จากห้องนอนของอังเดร

ค่อนข้างลำบากอยู่เหมือนกันเมื่ออยู่ในความมืด โดยเฉพาะคนตัวเล็กที่ไม่ยอมปล่อยมือจากกล่องใส่สมบัติ ทำให้เกิดความพะว้าพะวงจนเท้าสะดุดเกี่ยวเข้ากับเถาวัลย์เป็นระยะ อังเดรต้องคอยจนกว่าจะแน่ใจว่าร่างนั้นปลอดภัยดีและพร้อมจะปีนลงต่อได้

ครู่ใหญ่กล่องสมบัติก็ถูกปล่อยลงบนพื้นหญ้าหนานุ่ม ตามด้วยร่างลับๆล่อๆของโจรสลัดจำเป็นทั้งสอง

“เตรียมพลั่วไว้พร้อมหรือยังสหาย?” คนผมทองทำสุ้มเสียงเจ้าเล่ห์คล้ายหัวหน้ากองโจร
“เรียบร้อยขอรับ ท่านกัปตัน!” อังเดร อดที่จะเล่นตามไปด้วยไม่ได้เช่นกัน
“ถ้างั้น เราจงไปหาที่ซ่อนสมบัติที่ลักลอบขโมยกลับมาได้นี้กันเถิด!”


@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

ร่างของเด็กทั้งสองค่อยๆย่องโดยอาศัยความมืดพรางตัว ก้าวข้ามผ่านน้ำพุกลางสวน เข้าไปสู่บริเวณสนามหญ้าก่อนจะถึงป่าไม้ย่อมๆด้านหลังของคฤหาสน์ อังเดรชี้ชวนให้ดูที่รากไม้ใหญ่ของต้นโอ๊คที่มีอายุเก่าแก่

“ตรงนี้ล่ะ ฉันว่าคงเป็นที่ซ่อนชั้นเยี่ยมเลย”

ออสการ์คุกเข่าลงแล้วเอื้อมมือไปลูบบนรากไม้ใหญ่ที่เกยอยู่บนพื้นดินเพราะความเก่าแก่ของอายุขัย หล่อนยิ้มให้คู่หูอย่างลำพองใจ “ใช่… มันแก่มากแล้ว รากก็ฝังลึก ยอดมากเลย!”

เด็กหญิงตัวน้อยค่อยๆวางกล่องสมบัติลงข้างๆกายขณะนั่งรออังเดรเริ่มปฏิบัติการขุดดิน แม้ว่าจะเอ่ยปากขอช่วย แต่คนตัวโตกว่าก็ไม่ยอมให้หล่อนแตะต้องพลั่ว … ที่จริงก็พอรู้เหมือนกันว่า ระหว่างหล่อนกับเขามีเหมือนกับเส้นเขตแดนบางเบาที่คนทั่วไปขีดไว้ให้

จริงอยู่ หล่อนมีศักดิ์เป็นขุนนาง และอังเดรเป็นสามัญชน ทว่าสำหรับออสการ์ เขาคือเพื่อน ไม่ใช่คนรับใช้ …และนั่นเองที่ทำให้หล่อนรู้สึกผิดเป็นครั้งคราวที่จะต้องให้เขาทำอะไรๆให้อยู่เสมอ

“อย่าเพิ่งหลับนะขอรับท่านกัปตัน!” เสียงเพื่อนรักดังขึ้นปลุกให้คนตัวเล็กตื่นจากภวังค์ “แค่นี้คงจะลึกพอแล้วล่ะมั้งนะ?”

หลุมเล็กๆลึกราวหนึ่งฟุตปรากฏอยู่ระหว่างกลางสองรากใหญ่ของต้นโอ๊ค ออสการ์เยี่ยมหน้าเมียงมองอย่างพอใจ “ใช้ได้แล้วล่ะ”

มือน้อยๆของคนผมทองหยิบกล่องสมบัติล้ำค่าของตนมาวางลงในหลุมนั้นอย่างเบามือ ไม่ลืมที่จะตรวจดูว่าฝากล่องปิดสนิทเพื่อมิให้ดินรั่วไหลเข้าไปด้านในได้ แล้วจึงละมือออกมาอย่างอาลัย ปล่อยให้อังเดรรับหน้าที่ฝังกล่องนั้นต่ออย่างทะมัดทะแมง

“ขอบใจอีกครั้งนะ อังเดร” ร่างเล็กกล่าวกับสหายอย่างตื้นตันใจ เด็กชายพักเหนื่อยชั่วครู่เพื่อใช้แขนเสื้อเช็ดเหงื่อที่ไหลจากหน้าผาก ทว่าทีท่าไม่บ่งบอกถึงความยากลำบากใดๆ

“ไม่เป็นไรหรอกน่า ก็มันเป็นหน้าที่ของฉันที่ต้องดูแลนายนี่นา ถูกมั้ยล่ะ?”
“อย่าย้ำนักเลย…” ออสการ์หน้าบูดขึ้นทันควัน ให้ยังไงหล่อนก็ไม่เคยเห็นด้วยกับความคิดของบิดาที่ให้อังเดรมาเป็นผู้คุ้มครอง มันเหมือนเป็นความผยองที่อยู่ในเบื้องลึกของจิตใจ…หล่อนดูแลตัวเองได้หรอกน่า…

ความเงียบจากการสนทนาได้แผ่คลุมอีกครั้งภายในไม่กี่อึดใจ มีเพียงเสียงดินที่ค่อยๆก่อตัวฝังกล่องโลหะใต้พื้นดินเป็นระยะๆ และไม่นานจากนั้น ปฏิบัติการฝังสมบัติก็ได้สำเร็จลุล่วง… ถ้าหากว่าจะไม่โดนใครค้นพบเข้าเสียก่อน… ที่แห่งนี้ก็จะเป็นที่ซ่อนสมบัติได้อีกนานเท่านานโดยไม่มีผู้ใดมารบกวน

“ทีนี้พอนายโตขึ้น ได้เป็นผู้นำของครอบครัวแล้ว นายก็กลับมาช่วยเจ้าหมีนั่นได้ ใครๆก็จะไม่กล้ามีปากเสียงกับนายแล้วล่ะออสการ์”
“อือม์…” คนตัวเล็กฟังแล้วตอบรับในลำคออย่างเลื่อนลอย ในขณะที่เพื่อนรักยังคงคุยฟุ้งต่อไปอีก

“หรือถ้าจะดียิ่งกว่านั้นนะ เราจะเขียนลายแทงสมบัติไว้ดีมั้ย แล้วก็เก็บไว้ให้กับรุ่นลูกของพวกเราไง! เพราะถ้าหากว่าถึงตอนนั้น เราก็อาจจะแก่เกินที่จะเก็บของเล่นพวกนี้ไว้แล้ว ลูกๆของพวกเราก็จะได้เก็บรักษามันไว้แทน ฉันว่าลูกของพวกเราก็คงจะเข้ากันได้ดีอย่างพวกเรานี่ล่ะ…อ้าว ?”

คนตัวโตกว่าเริ่มสังเกตเห็นว่า เด็กหญิงเหม่อลอยจนไม่ได้ฟังเขา “ออสการ์? เป็นอะไรไป?”

ผมสีทองสลวยของคนตัวเล็กส่องประกายงดงามในแสงจันทร์เมื่อเจ้าตัวแหงนหน้ามองฟากฟ้าที่เต็มไปด้วยดาวพร่างพราย

“นายคิดว่า ฉันจะได้เป็นผู้นำของตระกูลในซักวันนึงยังงั้นเรอะ?”
“อ้าว!” อังเดรอ้าปากค้างอย่างตะลึง “ก็ทำไมล่ะ ทำไมนายจะไม่ได้เป็นล่ะออสการ์?”

ร่างเล็กนั้นยักไหล่อย่างสับสนในความคิดนั้น “ไม่รู้สิ ….บางที ฉันเองก็ยังสงสัยเหมือนกัน”

“งั้นก็เลิกสงสัยเถอะ นายน่ะเป็นทายาทของตระกูล ใครๆก็รู้! ต่อไปภายภาคหน้า นายก็จะต้องโตขึ้น รับราชการตำแหน่งสูงๆอย่างนายท่าน พอนายแก่งั่กผมหงอกทั่วหัวแล้ว นายก็เกษียณแล้วก็กลับมาอยู่บ้าน”

ออสการ์ยังคงเดินเอื่อยๆราวกับพยายามคิดและซึมซับคำพูดของเพื่อนรัก จนอังเดรซึ่งเดินรั้งท้ายอยู่ด้านหลังเพียงไม่กี่ก้าวเริ่มก้าวขาให้ไวขึ้นมาจนตามหล่อนทัน และไม่เพียงเท่านั้น ดูเหมือนว่าความเร็วของเขาจะมีแต่เร็วขึ้นจนนำหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ ออสการ์เริ่มเอะใจ

“เฮ้ อังเดร?!”
“มาวิ่งแข่งกันเถอะ ใครแตะกำแพงบ้านก่อน ชนะ!”

เด็กหญิงสบถเบาๆแต่ก็นึกสนุก ออสการ์ก้าวขาให้ไวขึ้น..ไวขึ้น จนไล่ตามอังเดรมาได้ติดๆ และวินาทีสุดท้าย มือน้อยๆของทั้งสองก็แตะกำแพงคฤหาสน์ได้พร้อมกัน อังเดรมองร่างเล็กหอบฮั่กอย่างเหนื่อยทว่าสนุก และดูเหมือนว่าความมั่นใจในตัวเองจะกลับมาสู่เจ้าตัวแล้ว ออสการ์ยิ้มให้เขาก่อนจะเอื้อมมือไปคว้าเถาต้นไอวี่

“นายคงจะพูดถูกล่ะ อังเดร…”

เท้าของเด็กทั้งสองค่อยๆเกาะเกี่ยวและเหยียบเถาวัลย์ก่อนจะโหนตัวปีนขึ้นไปอย่างระมัดระวัง คราวนี้ง่ายกว่าขาลงเพราะไม่จำเป็นต้องระแวดระวังสิ่งใดในมือไปด้วย เด็กชายผมดำปีนจนขึ้นมาถึงระเบียงห้องนอนแล้ว ก็ก้าวข้ามระเบียงไปเปิดบานหน้าต่างแล้วเข้าห้องไป เหลือเพียงร่างเล็กของเด็กหญิงที่ปีนป่ายตามขึ้นมา ทว่า ยังคงโหนตัวอยู่ที่เถาวัลย์โดยพักเท้าข้างหนึ่งไว้ที่ขอบระเบียง เพราะจะต้องปีนต่อเพื่อกลับไปทีห้องนอนของตัวเอง

“มีสิ่งหนึ่งที่ข้าน้อยอยากจะกล่าวอ้อนวอนต่อท่าน ขอโปรดจงเมตตาด้วยเถิด…” เสียงเว้าวอนของอังเดรทำให้อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา

“อย่าเล่นน่าอังเดร” แต่เมื่อดูทีท่าว่า เพื่อนรักจะไม่หยุดทำท่าราวกับอยู่บนเวทีละครโอเปร่า ออสการ์จึงกรอกตาขึ้นอย่างอ่อนใจ “เอา… มีอะไรก็ว่ามา”

สิ่งหนึ่งสิ่งเดียวที่คอยรบกวนจิตใจของเขาตลอดเวลาเมื่อรับรู้ถึงความแตกต่างของฐานะของเพื่อนรัก ผู้ซึ่งถือว่าเขาเองก็เป็นเพื่อน ไม่ใช่เพียงคนรับใช้ …. สิ่งที่ทำให้เขาหวั่นเสมอนั่นก็คือ วันใดเมื่อหล่อนเติบโตขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ อาจจะมีอันเปลี่ยนแปรไป แม้ว่าเขาจะเป็นเด็กอายุเพียงแปดขวบ แต่ก็รู้สึกเปล่าเปลี่ยวในหัวใจอย่างประหลาด อังเดรจับจ้องดวงตาของออสการ์ไว้ก่อนจะเอ่ยสิ่งที่อยากขอร้อง

“ขอให้เราจะเป็นเพื่อนกันตลอดไปได้มั้ย?”
“โง่จริง ถามอะไรแบบนั้นล่ะ?” ออสการ์ดุเขาให้เสียอีก “นายเป็นเพื่อนรักของฉัน แล้วก็จะเป็นตลอดไปเลยล่ะ”

เบื้องลึกของจิตใจเด็กชาย ความปลาบปลื้มยินดีนั้นเอ่อล้นจนเขารู้สึกเป็นสุข แต่เขาก็เพียงแต่ยิ้มให้กับร่างเล็กที่ยังโหนตัวอยู่บนเถาวัลย์ ก่อนจะยื่นนิ้วก้อยไปใกล้ๆหล่อน “สัญญานะ?”

“สัญญา” เสียงใสราวกระดิ่งแก้วเจียระไนกังวานตอบ ยื่นนิ้วก้อยมาเกี่ยวพันกับนิ้วของเขาเพื่อผูกพันสัญญาระหว่างกันและกัน

“อีกอย่างนึง นายก็เป็นคนเดียวที่รู้ว่าสมบัตินั่นอยู่ที่ไหน ถ้าฉันไม่รักษาสัญญา นายจะบอกให้ใครๆไปขุดเอามันขึ้นมาจากใต้ต้นไม้เสียเลยก็ได้”

นับเป็นโชคดีของเขาที่ความมืดอำพรางไม่ให้เด็กหญิงตัวน้อยเห็นว่า น้ำตาในดวงตาสีเขียวสวยของเขาได้รื้นขึ้น และไหลระริกลงบนแก้มเมื่อเขากระพริบตาอย่างตื้นตัน จนเขาต้องแกล้งปกปิดความรู้สึกเสีย

“ตกลง ตามที่นายพูดนะ!”

อีกครั้งที่คนตัวเล็กเลิกคิ้ว ดวงตาลุกโพลง … นึกอยากจะกระโดดข้ามระเบียงเข้าในห้องของเขาเสียให้รู้แล้วรู้รอด “แหม…อังเดร! นายนี่มัน…” และก่อนที่ออสการ์จะได้สบถอะไรออกมา อังเดรก็พูดขัดขึ้นมาเพื่อเตือนหล่อน

“กลับเข้าห้องเถอะ ดึกมากแล้ว ถ้านายเป็นหวัดขึ้นมา ย่าจะเอาฉันตายได้ที่ไม่ดูนายให้ดี”

แม้จะยังอยากถกเถียงกับเด็กชาย แต่ทว่าลมเย็นเยือกในค่ำคืนนั้นก็พัดไหววูบผ่านบนเชิ๊ตผ้ามัสลินให้รู้สึกหนาวอยู่เหมือนกัน

“ก็ได้ งั้น ราตรีสวัสดิ์ เจอกันพรุ่งนี้เช้านะ อังเดร!”

ร่างเล็กค่อยถอนมือออกจากขอบระเบียงเพื่อคว้าเถาวัลย์ไว้ให้มั่นก่อนจะเบี่ยงตัวปีนป่ายกลับไป อังเดรเฝ้าดูจนมั่นใจว่าออสการ์ถึงจุดหมายแล้ว ก็ยิ้มให้กับตัวเองในความมืดมิดอย่างเป็นสุข


“ราตรีสวัสดิ์ … เจอกันพรุ่งนี้เช้านะ ออสการ์”


@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

จบ แล้ว จ้ะ


ดีใจจัง (คนแปลดีใจ คนอ่านก้อคงดีใจเป็นเท่าตัว นานๆเด็กที่รอคอยจะทำอะไรสำเร็จกะเค้าซักทีนะเนี่ย)

แวะทิ้งข้อความพูดคุยกันได้นะคะ อย่างเรื่องนี้ที่แปลเนี่ย ใจจริงแล้ว เด็กที่รอคอย ก้อ งง เหมือนกันว่า คนเขียนให้อังเดรไปหยิบแก้วน้ำในครัวมาทำไมหว่า ตอนไปแอบฟังนายพลจาร์เจคุยกะออสการ์

แต่เดาว่า คงเอามาถือไว้เล่นๆ เผื่อโดนจับได้ จะได้บอกว่า "มาหาน้ำดื่ม" (ขายหน้าเอาผ้าลอดขนาดนั้นเลยนะอังเดร???!!!)

เด็กที่รอคอยแอบแฝงความคิดตัวเองลงไปในตัวหนังสือด้วย เพราะอดใจไม่ไหว แต่ก้อพยายามรักษาอรรถรสเดิมของเจ้าของเรื่องไว้ให้ได้มากที่สุดแล้วค่ะ นับว่าเป็นคนนึงที่เขียน fanfiction ได้ละเมียดละไมทีเดียว ถ้าไม่ชอบภาษาเขียนของเด็กที่รอคอย ก้อคลิกอ่านเอาจาก เวอร์ชั่นของเจ้าของเรื่องซึ่งเป็นภ.อังกฤษได้เลยนะคะ http://www.destinyofroses.org/oscar/Treasures.html

คุณยิ้ม!! เจอกันจนได้ ซาหวัดดีค่า ดีใจจังทีได้เจออีก ขอบคุณนะคะที่ยังอุตส่าห์ตามอ่าน อยากอ่านรักริษยาต่อเรอะคะ ได้ค่ะ จะจัดให้

ทุกคน ขอบคุณมากที่ติดตามค่ะ ราตรีสวัสดิ์นะคะ

 


Once upon a time.. when comics were not yet copyright..