Tribute to Classic Shoujo Manga in Thailand


Once upon a time.. when comics were not yet copyright..

 

FAN-FICTION กุหลาบแวร์ซายส์ : รักริษยา 3

******************************************************************
fanfiction ที่เขียนขึ้นมานี้ ได้ไอเดียมาจากบรรดาแฟนๆของการ์ตูนเรื่องกุหลายแวร์ซายส์ ซึ่งตัวละครต่างๆในเรื่องนี้นั้น ผู้เขียนมิได้เป็นคนคิดริเริ่ม หากแต่เป็นผลงานของ อาจารย์ Ikeda Riyoko ผู้ถือลิขสิทธิ์ผลงานเรื่องกุหลาบแวร์ซายส์แต่เพียงผู้เดียว

อนึ่ง fanfiction ที่ผู้เขียนได้นำมาบันทึกไว้ยัง ณ ที่นี้ เพื่อร่วมแชร์ความเพลิดเพลินกับผู้อ่านทุกท่าน เท่านั้น มิได้หวังจะนำไปเผยแพร่เพื่อประโยชน์ส่วนตัวในด้านการค้าหรือการเงินใดๆทั้งสิ้น

*******************************************************


น้ำเย็นๆที่ลูบล้างใบหน้าทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมาก ทั้งที่อากาศค่อนข้างเย็น แต่เมื่อต้องทำงานอยู่ในค่ายทหารทั้งวัน อังเดรก็ให้นึกอยากจะอาบน้ำอยู่เหมือนกันและอยากกลับบ้านเร็วๆ เพราะเขาเองไม่ได้กลับบ้านมาหลายวันแล้ว

ที่จริงเขาก็ไม่ได้คิดว่าจะไปค้างอ้างแรมที่บ้านของอาแลนนานขนาดนั้น เขาแค่คิดอยากจะหลบหายไปในคืนที่มีงานเลี้ยงเต้นรำเลือกคู่ของออสการ์เท่านั้นเอง เพราะมิอาจทนอยู่มองดูราวกับว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาได้!

และทั้งที่ตั้งใจว่า เมื่อเสร็จสิ้นจากการทำขนมแล้ว ก็จะขอตัวกลับบ้านทันที แต่เมื่ออาแลนคะยั้นคะยอแกมบังคับด้วยสีหน้าที่จริงใจ อังเดรก็ปฏิเสธไม่ได้ในที่สุด

ชายหนุ่มรู้ … อาแลนยินดีแค่ไหนที่ได้เห็นเขายังมีชีวิตอยู่ หลังจากที่ได้ยื่นห่อยาเล็กๆที่สามารถปลิดชีวิตเขาได้!

“อังเดร! หยุดหลายวันนี้ นายอยู่พักบ้านฉันดีกว่า ดิแอนน์ทำอาหารเก่งนะ อยู่นอนคุยด้วยกันก่อนเถอะ!”

อังเดรไม่เคยบอกใครว่าเขาเองก็ทำอาหารเป็นอยู่บ้างเหมือนกัน อาศัยที่เขามองดูคุณแม่บ้านทำนั่นทำนี่อยู่ในเรือนครัวนั่นแหละ บางครั้งบางคราวเขาก็กลายเป็นลูกมือจำเป็นของนางไปตั้งแต่เล็กจนโต เมื่อได้ไปค้างที่บ้านอาแลนนี่แหละ เขาจึงมีโอกาสได้แสดงฝีมือโดยที่ดิแอนน์เป็นลูกมือซะแทน … พี่ชายยังอึ้งไปพักใหญ่เมื่อเด็กสาวเอาพายเลม่อน ฝีมืออังเดรมาให้เขาชิม

“อร่อยเหลือเชื่อแฮะ… นายทำเองเรอะเนี่ย?” เดี๋ยวนี้นานๆครั้งอังเดรจึงจะหัวเราะจากใจให้ใครได้เห็น อาแลนนึกสะท้อนใจขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ คืนนั้นเมื่อเข้านอนกันแล้ว ชายหนุ่มรุ่นน้องจึงเอ่ยปากคุยกับเขาอย่างเปิดอก

“อังเดร อย่าหาว่าฉันเข้าไปสอดเรื่องของนายเลยนะ แต่ฉันขอพูดอย่างตรงไปตรงมาก็แล้วกัน ผ.บ.จาร์เจสุดที่รักของนายน่ะ…” คนพูดหันหน้ามามองเพื่อนที่นอนร่วมห้อง เพราะอยากให้รู้ว่าไม่ได้พูดจากเจตนาร้าย

“ถึงจะมีความสามรถพอที่จะเป็นผู้บังคับบัญชาในกองทหารก็เถอะ แต่ฉันอดรู้สึกไม่ได้ว่า เขากำลังหนีอะไรบางอย่างอยู่ บางทีก็เลยเหมือนจะตึงเครียดตลอดเวลา … นายก็น่าจะลองคิดดูดีๆอีกสักครั้งนะ ไอ้การที่จะหลงรักผู้หญิงแบบนี้น่ะ ต่อให้มีไม่รู้กี่ชีวิต ก็ไม่พอที่จะแลกด้วยได้หรอก!”

อังเดรได้แต่นิ่งเงียบ อาแลนพูดไม่ผิดเลยสักนิด เขาเองก็รู้ดี แต่ทั้งๆอย่างนั้นก็ตาม หัวใจของเขาก็ดูเหมือนจะไม่ยอมเข้าใจด้วย ทั้งยังรบกวนเขาอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่เล็กจนโต อังเดรไม่เคยคิดว่าจะโดนบีบบังคับใจอะไรได้มากเท่านี้

เคยหรือ ที่เขาบังคับให้ตัวเองไม่รักออสการ์ได้สำเร็จ?

“นายจะไม่คิดห่วงชีวิตตัวนายเองบ้างเลยเรอะไง อังเดร? อย่าทำอะไรบ้าระห่ำนักเลยน่า ถึงนายจะตาบอด ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องทิ้งชีวิตทั้งชีวิตหรอกนะ!”

“นายสัญญากับฉันแล้วนะว่าจะไม่แพร่งพรายให้ใครรู้เข้า!” อังเดรจำต้องเอ่ยเตือน เพราะไม่ว่าจะยังไง เขาก็ไม่อยากให้เรื่องที่ตาของเขาเริ่มมองไม่เห็นไปเข้าหูออสการ์ และหลังจากนั้น คนทั้งคู่ก็ไม่ได้คุยกันเรื่องนี้อีก

อังเดรอยู่คุยสัพเพเหระกับอาแลนและดิแอนน์ ได้รับรู้ว่าเด็กสาวจะแต่งงานกับคนรัก และได้ทำความรู้จักกับแม่ของอาแลน เขาได้รับรู้สภาพของผู้คนในปารีสด้วยตัวของเขาเอง เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นสามัญชน แต่อังเดรก็อาศัยอยู่ในบ้านของขุนนางมาเป็นเวลากว่าครึ่งชีวิต

จะว่าไป นี่ก็เป็นครั้งแรก นับจากที่ตระกูลจาร์เจ อุปการะเขา ที่ได้มีโอกาสรับรู้ชีวิตภายนอกบ้านอย่างใกล้ชิด และแม้ว่าครอบครัวของชายหนุ่มรุ่นน้องจะไม่ได้ร่ำรวยมีกินมีใช้มากมาย แต่ก็ต้อนรับเขาเป็นอย่างดี ดิแอนน์นั้น ถึงจะตกใจที่เห็นเขาหอบข้าวของมากมายเพื่อทำอาหารเข้ามาในบ้านพร้อมกับอาแลน แต่สุดท้ายก็เข้ามาคุยชื่นชมถึงออสการ์ให้เขาฟัง

ถ้าอยู่ที่บ้าน อังเดรก็คงไม่มีโอกาสได้ทำพายเลม่อนชิ้นนั้นหรอก เพราะเขาก็จะต้องคอยตอบคำถามคุณแม่บ้าน … เขานึกดีใจด้วยซ้ำที่ได้มานอนค้างบ้านอาแลน โดยที่ไม่รู้เลยว่า ชายหนุ่มรุ่นน้อง เอาเสื้อเชิ๊ตตัวที่เปื้อนจากการทำขนมที่บ้านเขาไปเป็นตัวประกันเสียแล้ว


เมื่อตอนที่เดินสวนกันในค่ายตอนเย็นนี้ เขายังเห็นอาแลนโบกไม้โบกมือทักทาย แล้วอวยพรให้เขาโชคดีอยู่แหม่บๆ

นึกแปลกใจอยู่เหมือนกัน ทว่า ไม่ได้เอะใจสักนิด …

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

แสงแดดในยามเย็นจากพระอาทิตย์ที่เริ่มตกดิน ปกคลุมร่างระหงที่อยู่บนหลังม้าขาวในเครื่องแบบสีน้ำเงินเข้ม ประดับด้วยสายสะพายและเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นประกายแวววาว

เส้นผมบลอนด์สลวยของออสการ์ปลิวไปตามสายลมอ่อนๆที่พัดมาเป็นครั้งคราว มองดูคล้ายเปลวเพลิงสีส้ม แม้จะดูสวยงามน่าสัมผัส ทว่า มิอาจแตะต้องได้

อังเดรมองภาพนั้นจากเบื้องหลังเพียงไม่กี่ก้าว ราวกับจะจดจำไว้ทุกลมหายใจ


เขาไม่ได้ถามหล่อนสักคำเรื่องงานเลี้ยงเต้นรำในคืนที่เขาไม่อยู่บ้าน และหญิงสาวก็ดูเหมือนจะไม่ปรารถนาที่จะเอ่ยถึงมันเช่นกัน ทว่า อังเดรได้รู้จากคุณแม่บ้านคร่าวๆ เมื่อกลางดึกที่เขากลับเข้าบ้านก่อนที่จะออกมาตอนเช้าตรู่เพื่อมาเข้าทำงานว่า งานเลี้ยงได้พังพินาศไปแล้ว

“คุณหนูออสการ์ เธอแต่งชุดทหารสำหรับงานลีลาศเต็มยศเลยเชียวล่ะ นายท่านก็โกรธซะแทบล้มทั้งยืน แต่ก็รู้สึกว่าคุณเจโรเดล จะกลายเป็นคนเดียวที่ยังขอหมั้นกับคุณหนูอยู่นะ” บอกไม่ถูกเหมือนกันว่า เขาควรจะดีใจกับประโยคแรก หรือควรจะเจ็บแปลบกับประโยคหลัง


รู้สึกตัวอีกที เขาก็เดินเข้าไปในสวนแล้วเก็บดอกกุหลาบขาวติดมือมาด้วยก่อนจะขี่ม้าออกจากบ้านมา เพราะคำพูดของตัวเองที่พูดกับหญิงสาว ยังคงก้องอยู่ในหัวตัวเองเช่นกัน

“ดอกกุหลาบ ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงเป็นดอกไลแลค ได้ …ออสการ์ ก็จะเปลี่ยนไปเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ออสการ์ไม่ได้!”

อังเดรส่ายหัวราวกับจะสลัดความคิดออกจากหัว… ช่างเถิด

ไม่ว่าจะอย่างไร เขาได้ตัดสินใจแล้วนี่นะ ว่าจะปกป้องหล่อนด้วยชีวิต และจะทำทุกอย่างให้หล่อนอย่างสุดความสามารถ ไม่ว่าจะอย่างไร … หากแค่เขาได้รู้ว่า หญิงสาวจะไม่ได้ไปเป็นของใคร เขาก็จะอยู่เคียงข้างเช่นนี้ตลอดไป

และหากว่า ออสการ์จะต้องไปเป็นของชายอื่นจริงๆ … เขาก็คงจะ …

“อังเดร พายเลม่อนนั่น อร่อยมาก” เสียงใสของหญิงสาวกังวานขึ้น จนอังเดรตื่นจากภวังค์ … หล่อนพูดว่า พายอร่อยใช่มั้ยนะ?

พลัน ม้าอาหรับสีขาวที่ได้รับการดูแลแปรงขนอย่างดีโดยตัวเขาเองก็หยุดเดินแล้วกันหน้ามาเผชิญกับเขา ทำให้อังเดรต้องเอื้อมมือไปบังคับบังเหียนให้ม้าของตนหยุดเดินเช่นกัน

“ถูกปากฉันมาก …ขอบใจนายมากนะ” ร่างระหงยิ้มให้อย่างอ่อนโยนอย่างที่อังเดรไม่ได้เห็นมานานพอสมควร

“ฉัน… แค่เอาไปจัดวาง…” พูดปดไปโดยที่ไม่ทันได้ตั้งตัวเพราะไม่รู้ว่า หล่อนรู้ไดัยังไง ทว่าออสการ์กลับยื่นห่อผ้าที่เขาเห็นว่าหล่อนหยิบติดตัวมาด้วยให้เขาแทน

“มีคนฝากเสื้อมาคืนให้แน่ะ ไม่คิดเหมือนกันว่าพายเลม่อนที่อร่อยอย่างนั้น จะมาไกลขนาดบ้านของอาแลน”

“ออสการ์!” อังเดรครางขึ้นมาอย่างลืมตัว เขาไม่รู้จะตีสีหน้ายังไงที่หล่อนรู้เรื่องนี้เข้า ทว่ารอยยิ้มบนดวงหน้างามนั้นก็ยังคงกระจ่างอยู่เหมือนเดิม ออสการ์โหนตัวลงมาจากหลังม้า แล้วคว้าบังเหียนมาจูง ก่อนจะเอ่ยกับเขา

“ฉันรู้สึกเหมือนไม่ได้คุยกับนายมานานหลายวันเต็มที ข้างหน้านี่ มีทุ่งหญ้าที่แม่น้ำไหลผ่าน ให้ม้าหยุดกินน้ำกินหญ้าเสียหน่อยก่อนดีกว่านะ”

อังเดรยังนั่งนิ่งมองร่างระหงค่อยๆเดินไปพร้อมกับม้าขาว ในมือยังถือห่อผ้าที่ห่อเสื้อเชิ๊ตเอาไว้ อึดใจหนึ่ง เขาก็ค่อยโหนตัวลงจากหลังม้าแล้วเดินตามหญิงสาวที่นำหน้าไปแล้วอย่างเงียบๆ

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

“หมู่นี้ ดูนายจะหลบหน้าฉันเสมอเลยนะ”

หญิงสาวพูดขึ้นมาเบาๆ ขณะนอนหลับตาหนุนแขนตัวเองบนผืนหญ้าในยามโพล้เพล้ ราวกับไม่ได้ใส่ใจกับคำตอบนัก แต่มีผลให้คนฟังที่นั่งอยู่ไม่ไกลนัก มองดูม้าทั้งสองตัวกินน้ำจากแม่น้ำที่ไหลเอื่อยคล้ายกับว่าเพลิดเพลินเสียเต็มประดา สะดุ้งขึ้นมาเล็กน้อย

“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกนะ ฉันก็แค่ไม่อยากอยู่เกะกะในบ้านตอนที่ใครๆก็ยุ่งๆกันอยู่เท่านั้นเอง” อังเดรพูดเรียบๆ ไม่มีอาการประหม่าหรือน้ำเสียงคล้ายกับจะพูดกระทบอีกฝ่าย “พอดีว่าอาแลนชวนให้ไป ฉันก็เลยตอบตกลงไป หมอนั่นกำลังดีใจมากที่น้องสาวกำลังจะแต่งงาน”

“ฉันก็ได้ยินมาอย่างนั้นเหมือนกัน” ดวงตาสีฟ้าเบิกขึ้นมาช้าๆ เหม่อมองฟ้าสีแดงฉานอย่างเลื่อนลอย


หล่อนเคยเห็นภาพของท้องฟ้าในยามเย็นมาแล้วที่ นอร์มังดี ครั้งที่ไปพักผ่อนเพียงลำพัง มันดูเศร้าสร้อย และแสนจะเงียบเหงาจนถึงขั้วหัวใจ …น่าแปลก

วันนี้ ท้องฟ้าเดิมที่เคยเห็น กลับไม่น่าเศร้าเหมือนเช่นวันนั้น

เพราะมี “เขา” อยู่เคียงข้างหรือเปล่าหนอ?


“ดิแอนน์… เด็กสาวคนนั้นท่าทางเป็นเด็กดี เธอทำให้ฉันนึกถึงโรซาลี” ออสการ์หลับตาลงอีกครั้งโดยยิ้มที่มุมปากอย่างมีความสุขที่ได้นึกถึงเด็กสาวที่ตนได้อุปการะไว้จนออกเรือนไปกับ เบอร์นาร์ด แชเทอเลต์ … อดีตอัศวินดำ ที่เป็นคนทำให้อังเดร ต้องสูญเสียดวงตาข้างซ้ายไปตลอดกาลจากอุบัติเหตุในการต่อสู้

ป่านนี้ หล่อนจะเป็นยังไงบ้างหนอ? ดวงตากลมโตที่แฝงแววขี้แยคู่นั้น คงจะไม่ร้องไห้อีกกระมัง หวังว่าหล่อนคงจะมีความสุขดี


“พวกที่ค่าย กำลังรวบรวมเงินไว้ช่วยกันซื้อของขวัญแต่งงานให้ดิแอนน์กันด้วยนะ หยุดคราวหน้า อาแลนกลับไปบ้านก็คงจะจัดพิธีกัน…” อังเดรเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อไป

“ฉัน… ขอโทษที่ไม่ได้มาบอกก่อนว่า จะไปค้างบ้านอาแลน”

“นายบอกแม่บ้านไว้แล้วนี่ ช่างเถอะ” หญิงสาวกระพริบตาถี่ๆ ก่อนจะค่อยๆยันร่างขึ้นมากึ่งนั่งกึ่งนอน ทีท่าผ่อนคลายอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นนักนับตั้งแต่ที่ลาออกมาจากกองทหารรักษาพระองค์

หรือถ้าพูดให้ถูก … ตั้งแต่แยกทางกับแฟร์ซอง เมื่อชายหนุ่มรูปงามผู้นั้นได้รับรู้ว่าหล่อนคือสตรีลึกลับที่ได้พบและเต้นรำกันที่งานบอลล์ในคืนหนึ่ง ทั้งเขาและออสการ์ ต่างก็ร่ำลาและเดินจากกันไปคนละทาง นับแต่นั้นมา หญิงสาวก็เลือกที่จะดำเนินชีวิตอย่างวิถีลูกผู้ชาย


หล่อนลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าทหารรักษาพระองค์ในวัง มาเป็นเพียงผู้บังคับบัญชากองทหารฝรั่งเศส แม้พระนางอังตัวเน็ตต์จะแย้งว่า ด้วยยศ พลตรีของหล่อน การย้ายเข้ามาอยู่ในกองทหารนอกวังเช่นนี้ จะต้องใช้เวลาอีกยาวนานกว่าที่จะไต่เต้าขึ้นมามากกว่านี้อีกได้


ออสการ์ก็ยังเลือกที่จะลาออกโดยไม่ลังเลใจ


อังเดรมั่นใจว่า จากสีหน้าท่าทางของออสการ์ที่เขาเห็นอยู่นี้ มันเหมือนกับจะแสดงให้เห็นว่า หล่อนกำลังมีอะไรบางอย่างที่ทำให้รู้สึกสุขใจ


“ฉันมัวแต่วุ่นวายกับเรื่องบ้าบอ เลยไม่ทันได้หันมาเห็นนายเลย ไม่จำเป็นต้องขอโทษฉันหรอก เราต่างก็โตๆกันแล้วทั้งคู่ อย่างที่ฉันเคยบอกนั่นแหละ นายมีอิสระที่จะไปไหนทำอะไรก็ได้ตามใจ ไม่จำเป็นต้องตามฉันอีกต่อไปแล้ว…” ดวงตาข้างที่ยังมองเห็นของอังเดรเบิกโพลงด้วยความตกใจ ทว่า ออสการ์ก็พูดต่อในทันทีอย่างรวดเร็ว

“แต่ฉัน ดีใจ ที่มีนายอยู่ด้วย ฉันน่ะ…อังเดร….” หญิงสาวหลุบสายตาลงต่ำ แสงอาทิตย์ที่ค่อนข้างจะจางหายไปในทุกที ทำให้หล่อนดูคล้ายกับมีลำแสงสีทองทอประกายจากร่างระหงนั้น

“ฉัน… เวลาที่ฉันทำตามใจตัวเอง มักจะทำให้นายเดือดร้อนเสมอ ฉันรู้ดี เพราะนายตามติดฉันจนเป็นเงา ฉันจึงสามารถทำอะไรได้ตามใจคิด! ถ้าหากว่านายไม่ดึงดันจะมาเข้ารับราชการในค่าย ฉันก็คง… ต้องทำอะไรโดยลำพัง ฉัน…” ออสการ์รู้สึกเหมือนกับว่าคำพูดของตน จะพรั่งพรูออกมาเองโดยไม่สามารถเรียบเรียงได้ ทว่า หล่อนดีใจที่ได้พูดมันออกมา

“ ฉันคงทำอะไรไม่ได้ ถ้าต้องอยู่คนเดียว!”

ชายหนุ่มไม่รู้ว่าทำไม เพียงคำพูดของหล่อน ก็สามารถชี้ชะตาความเป็นความตายของเขาได้! วินาทีแรก เขาคิดว่าหัวใจของเขาจะต้องสลายลง เพราะหล่อนคงจะบอกให้เขาไปตามทาง และหล่อนคงจะเลือกทางเดินร่วมกับเจโรเดลเป็นแน่


ทว่า เพียงอึดใจ เขากลับรู้สึกว่าพร้อมที่จะทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างได้ เพื่อคนที่เขารักที่อยู่ตรงหน้าขณะนี้!

“ออสการ์ … ฉัน…” ความตื้นตันใจเอ่อล้น จนเขาเองก็แทบจะควบตุมตนเองไว้ไม่ได้ อยากที่จะเข้าไปโอบกอดร่างระหงนั้นไว้ในอ้อมแขนเหลือเกิน! เขาอยากบอก …อยากบอกว่าเขารักหล่อนมากเพียงใด อังเดรสูดลมหายใจลึกๆเข้าปอด ก่อนจะยิ้มให้หล่อนอย่างอ่อนโยนเช่นกัน

“มันเป็นหน้าที่ของฉันอยู่แล้วล่ะ”

“ขอบใจนะ ขอบใจมาก อังเดร!” มือเรียวขาวของออสการ์ ยื่นมากุมมือของอังเดร เขามั่นใจว่าหล่อนบีบมือของเขาไว้ราวกับจะไม่ให้เขาหายไป จนเขาไม่อาจบังคับใจให้จับมือหล่อนไว้แน่นก่อนจะยกมือข้างนั้นของหญิงสาวทาบไว้บนแก้มของตัวเอง จุมพิศเพียงแผ่วเบาราวกับเป็นสิ่งเปราะบาง.... ขอเพียงแค่นี้เท่านั้น … ชายหนุ่มคิด และออสการ์ก็มิได้ขัดขืน หล่อนมองดวงตาเขาแล้วก็พบว่า ความรู้สึกทุกอย่างของอังเดรฉายชัดอยู่ในนั้น


“ค่ำแล้ว กลับบ้านกันเถอะ” อังเดรยังไม่ปล่อยมือของหญิงสาว หากเขาฉุดหล่อนให้ลุกขึ้นมาด้วยกันเมื่อเขายันกายขึ้นจากพื้น จนร่างบางของออสการ์ยืนหยัดขึ้นมาแล้ว เขาก็ยังจูงมือหล่อนเดินจนขึ้นหลังม้าแล้วเรียบร้อย

สายลมแผ่วๆเริ่มเย็นขึ้นตามลำดับ อังเดรคว้าเอาเสื้อคลุมที่ติดตัวมาเพราะอากาศที่เย็นเยือกในยามเช้าเมื่อเขาออกมาทำงาน คลุมไหล่ให้ออสการ์แล้วให้สัญญาณว่า ควรจะควบม้ากันกลับจะดีกว่า

ม้าสีขาว สง่างามราวกับเพกาซัสในเทพนิยายกรีก เมื่อมีร่างของออสการ์อยู่บนนั้นแล้ว หล่อนก็ดูเหมือนเทพแห่งสงครามที่ใครๆก็ไม่อาจคลาดสายตาไปได้ อังเดรได้แต่อ้อนวอนพระเจ้าอยู่ในใจ ... ขอให้เขาได้มีโอกาสมองเห็นหล่อนไปอีกสักหน่อย ได้โปรดอย่าเพิ่งให้เขาหลงอยู่ในโลกแห่งความมืดมิดเพียงลำพังเลย เขายังอยากเห็น…อยากเห็นอะไรต่างๆอีกมายมายนัก!


ออสการ์…ฉันขอโทษ

ขอโทษ ที่เห็นแก่ตัว เพราะไม่อาจจะทนเห็นเธอเคียงข้างชายอื่นได้! ถ้าเธอบอกให้ฉันอยู่เคียงข้าง ฉันก็จะไม่มีวันทอดทิ้งเธอไหนอีก

ดอกกุหลาบ…ไม่ว่าจะบานเป็นสีแดงหรือสีขาว มันก็คือดอกกุหลาบ ไม่มีวันที่จะเปลี่ยนแปลงเป็นดอกไลแลคได้

ออสการ์ ก็คือ ออสการ์ที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงเป็นคนอื่นได้
เหมือนกับฉัน ที่ไม่มีวันหยุดรักเธอได้!


และต่อให้อะไรจะเกิดขึ้น ฉันก็จะไม่ปล่อยให้เธอต้องอยู่ตามลำพังอีกแล้ว

ฉันสัญญา!

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

ชายฉกรรจ์เป็นจำนวนมากมารวมตัวกันในสโมสรของค่ายทหารในวันนี้ เพื่อดื่มฉลองให้กับข่าวการแต่งงานของน้องสาวอาแลน อังเดรเห็นชายหนุ่มหัวเราะร่วนด้วยความเป็นสุขใจ ทั้งยังตื้นตันใจที่เพื่อนๆในกรม ร่วมใจกันเจียดเงินคนละเล็กละน้อย เพื่อให้ซื้อของให้เป็นขวัญ

"พวกนายไม่น่าต้องลำบากเลยนี่หว่า ถ้าจะให้ของขวัญดิแอนน์ล่ะก็ ให้เงินฉันมาซักก้อนก็น่าจะดีนะ!" หลายคนหัวเราะเสียงดังเพราะรู้ว่า อาแลนพูดเล่นตามประสา

"ขืนให้นายไว้ ก็หมดไปกับเหล้าน่ะสิอาแลน!" จีนน์พูดขึ้น ทำให้มีเสียงโห่ร้องอย่างสะใจ ตามด้วยเสียงหัวเราะของเหล่าทหาร อาแลนคุยอยู่กับเพื่อนๆพักหนึ่งจึงสังเกตเห็นอังเดรยิ้มให้อยู่ไม่ไกล ชายหนุ่มผละออกมาจากกลุ่มเพื่อนที่ยังส่งเสียงเฮฮากันลั่น แล้วออกมาคุยกับอังเดรด้านนอก


"ยินดีด้วยอีกครั้งนะอาแลน ทีแรกหนุ่มๆในกรมก็ทำท่าว่าจะอกหักกันหมดตอนรู้ว่าน้องสาวนายจะแต่งงาน ดิแอนน์น่ะเหมือนนางฟ้าของทุกคนที่นี่เลยนะ" สีหน้าของอาแลนยังดูเป็นสุข ทว่าอังเดรก็รู้สึกถึงกระแสอะไรบางอย่างจากเขา

"เป็นอะไรไปหรือเปล่าอาแลน? หรือว่า ... นายรู้สึกเหมือนกับน้องสาวกำลังจะถูกแย่งไปเรอะไง?"

"ก็... ที่จริงฉันก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกันนะ แปลกดีเหมือนกัน... ฉันยังคิดอยู่เสมอว่า ดิแอนน์ยังเป็นเด็กเล็กๆคนนึง ไม่นึกเลย... ว่าจะโตถึงวัยแต่งงานได้แล้ว" คำตอบของอาแลน ทำให้อังเดรหัวเราะขึ้นเบาๆอย่างอดไม่ได้

"อะไรกัน อะไรกัน! แม้แต่ทหารที่แน่ที่สุดในกองร้อยหน่วย B ก็ยังมีจุดอ่อนเรอะเนี่ย?"

ชายหนุ่มทั้งสองหัวเราะให้กันอย่างอารมณ์ดี ว่าไปแล้ว อาแลนก็รู้สึกดีใจมากกว่า ถึงแม้จะรู้สึกเหงาอยู่เล็กน้อยที่น้องสาวจะต้องออกเรือนไปกับผู้ที่จะมาเป็นสามี และต่อไปก็จะเหลือเพียงแค่แม่และเขา อยู่ด้วยกันในวันที่เขาได้หยุดพักแล้วกลับบ้าน แต่เมื่อหล่อนจะมีความสุข เขาก็ย่อมจะสุขไปด้วย

"วันนี้หมดหน้าที่นายแล้วใช่มั้ยอังเดร? อยู่ดื่มฉลองด้วยกันหน่อยสิ"

"อือม์ แต่เดี๋ยวฉันต้องติดตามออสการ์ไปจนถึงกองรักษความปลอดภัยที่ปารีส แล้วก็เลยไปหาท่านนายพล บูลเลย์" อาแลนขมวดคิ้วสงสัย "ออสการ์จะไปขอบคุณ ที่ท่านช่วย ลาซาลเอาไว้ ไม่ให้โดนทำโทษเรื่องเอาปืนประจำตำแหน่งไปขายน่ะ"

ชายหนุ่มรุ่นน้องเงียบไปอึดใจแล้วพยักหน้าช้าๆ

อีกครั้ง ที่เขายอมรับว่า ออสการ์มีส่วนดีมากกว่าพวกขุนนางทั่วไป หล่อนยอมไปก้มหัวขอให้ท่านนายพลช่วยปล่อยตัว ลาซาล ที่เอาปืนประจำตำแหน่งไปขายทอดตลาดเพื่อเอาเงินมาให้ครอบครัว ทว่าถูกจับได้เสียก่อน เมื่อแรกเขาก็คิดว่า คงเป็นหล่อนนั่นแหละที่เอาลูกน้องไปเร่ขายเพื่อความดีความชอบใส่ตนเอง ทว่า เมื่อลาซาล กลับมาจากสถานจองจำ แล้วเล่าให้ฟังว่า หล่อนต่างหากที่ช่วยเขาเอาไว้ไม่ให้ถูกยิงเป้า

ทหารทั้งกรม จึงเห็นอาแลนเงียบ ไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาจะหาเรื่องด้วยอีก ทว่า ก็ยังคงแสดงทีท่าไม่ยอมญาติดีด้วยนัก แต่เพียงแค่นั้น ใครๆก็รู้แล้วว่า เขาอ่อนขึ้นให้หล่อนมากแค่ไหน


"แล้วนี่ นาย ...กะอีแค่ไปหาที่บ้านท่านนายพล ต้องแต่งเต็มยศเป็นพิธีการด้วยเรอะ?"

"ดูเหมือนว่าท่านนายพล จะไปดูโอเปร่าที่โรงละครวันนี้น่ะ ไม่ได้จะไปที่คฤหาสน์หรอก อ้อ รถม้าคงจะเรียบร้อยแล้วล่ะ ฉันคงต้องไปก่อนล่ะนะ"

อาแลนมองดูรถม้าที่ค่อนข้างหรูหราแล้วก็รู้สึกสะกิดใจ ดูจากลักษณะแล้ว คงเป็นรถม้าส่วนตัวของผู้หญิงคนนั้นกระมัง...

"ให้ฉันไปแทนดีกว่ามั้ย?" จู่ๆ อาแลนก็โพล่งขึ้นมา แม้แต่อังเดรก็ยัง งง ทว่าเขาก็หัวเราะกลบเกลื่อน

"นายอย่ามาเล่นตลกเลยน่าอาแลน"

"เล่นตลกอะไรเล่า นายรู้หรือเปล่าว่า ปารีสมันมีอันตรายมากแค่ไหน ทุกวันนี้มีพวกม๊อบที่คอยโจมตีรถม้าของพวกผู้ดีอยู่นะ แล้วตานายก็แย่ ถ้าหากเกิดเหตุร้ายขึ้นมา ใครจะช่วยนาย!" อาแลนคว้าแขนอังเดรไว้ ไม่รู้ว่าเพราะอะไร เขารู้สึกว่า สังหรณ์อย่างไรชอบกล

"หยุดพูดเถอะน่า นายนี่ยุ่งไม่เข้าเรื่องน่ะ" ให้ยังไงอังเดรก็ไม่ยอมเปลี่ยนใจ จนหนุ่มรุ่นน้องชักจะเหลืออด ต้องแผดเสียงใส่

"ปั๊ดโธ่โว้ย! นานๆฉันจะโอ๋นายซักที ยังจะมาทำเล่นตัวอีกแน่ะ!"

"อย่ามาทำไก๋หน่อยเลย นายน่ะอยากอยู่ใกล้ๆออสการใช่มั้ยเล่า? ฝันไปเถอะ!"

"หนอย! มากไปแล้วนะพวก!ไปตายซะเถอะ ไอ้บ้าอังเดร!" แม้ว่าจะไม่ได้หมายความตามที่พูด เพราะเพียงแค่อยากจะกลบเกลื่อนทีท่าของตัวเอง จึงต่อว่าอังเดรไปอย่างนั้นเอง ทว่าเสียงของอาแลนก็ดังพอที่ทหารที่อยู่ในสโมสร จะมายืนออกันด้วยความสงสัยว่า เกิดอะไรกันขึ้น?

"ฉันไม่ตายง่ายๆหรอกน่า อาแลน!" อังเดรหัวเราะชอบใจ มีเพียงอาแลนที่ทั้งโกรธทั้งหงุดหงิดจนตัวสั่น ที่ไม่มีคำพูดใดๆจะเถียงโต้ตอบให้สูสีกับ อังเดรได้ เขานึกอยากจะวิ่งเข้าไปเตะอังเดรเสียให้รู้แล้วรู้รอด ที่มาล้อเลียนเขาอย่างแทงใจดำเข้าให้ ทั้งที่ไม่เคยมีใครกล้า อาแลนกู่ร้องราวกับจะกลบเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดีของ อังเดร

"ไอ้เวร! คอยดูนะ แกตายเมื่อไหร่ ฉันจะหัวเราะให้ก้องโลกเลย!!"

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

สองข้างทางจากบานหน้าต่างในรถม้า เป็นทิวทัศน์ของถนนในกรุงปารีสที่ออสการ์ระลึกได้ถึงวันเก่าๆ ครั้งที่เคยมากับรถม้าขบวนเสด็จของพระนาง อังตัวเน็ตต์ ในงานเฉลิมฉลองสถาปนาเจ้าหญิงรัชทายาท และยังอีกหลายครั้งกับการที่ต้องคุ้มกันยามที่เสด็จไปงานเต้นรำหรูหรา และชมละครที่โรงโอเปร่า บางครั้งก็จนเข้ารุ่งสางของอีกวันหนึ่ง

ช่วงที่พระนางหลงอยู่ในความฟุ่มเฟือยนั้น พระนางไม่เคยมีความคิดที่จะเอาใจใส่ความเป็นอยู่ของประชาชนเลยแม้แต่น้อย ออสการ์เคยจนด้วยปัญญาที่จะทูลห้ามไม่ให้ทรงย้ายพระองค์ไปประทับที่ พระที่นั่งตริอานอง น้อย อีกทั้งยังทรงอนุญาตให้ขุนนางบางคนเท่านั้นที่จะเข้าออกในพระที่นั่งได้ เพราะไม่ทรงโปรดที่จะต้อนรับผู้ที่มาขอเข้าเฝ้าจากแคว้นต่างๆในทุกๆเช้า

กว่าที่พระนางจะรู้สึกองค์ ว่าพวกขุนนางเป็นจำนวนมาก ได้หันหน้าเข้าไปรวมกลุ่มกับสามัญชนเพื่อต่อต้านระบอบศักดินาและพระมหากษัตริย์ มันก็เกือบจะสายเกินไปแล้ว


อังเดรนั่งมองหน้าหญิงสาวผู้มีศักดิ์เป็นนายอย่างเงียบๆ จนหล่อนละสายตาจากภาพนอกหน้าต่างมาสบตาเขาเข้า

"คิดอะไรอยู่หรือออสการ์?"

"ปารีสในวันนี้ ... ดูต่างไปจากเมื่อก่อนมากเหลือเกิน จะว่าไปแล้ว มันก็ดูจะเปลี่ยนไปทุกวันๆ" ร่างระหงหัวเราะขื่นๆในลำคอ

"บางทีฉันก็อดคิดไม่ได้ ประชาชนที่อดอยากเพราะการกระทำของพระนาง จะอยู่กันอย่างไรหนอ? พระนางไม่เคยทรงนึกอยากเยี่ยมประชาชนบ้างเลย คิดแล้ว ก็อดเสียใจไม่ได้!"

เขานั่งเงียบ ไม่ได้ปริปากตอบโต้ เพราะรู้ว่าหญิงสาวอยากเพียงแค่ระบายความในใจให้ได้รับรู้ ว่าไปแล้ว ฐานะของออสการ์ไม่อำนวยนักที่จะพูดเปิดอกกับใคร เพราะเมื่อสมัยก่อน หล่อนก็เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกองทหารรักษาพระองค์ที่ภักดีต่อราชบัลลังค์อย่างเหลือล้น แม้ว่าวันนี้จะแปรตนมาเป็นเพียงผู้บังคับบัญชากองทหารฝรั่งเศส หล่อนก็ไม่อาจจะพูดมากความกับทหารชั้นผู้น้อยคนใดได้เช่นกัน

ก็มีแต่เขาเท่านั้นที่รู้ตื้นลึกหนาบางภายในวังมากพอที่ออสการ์จะพูดจาอย่างนี้ด้วยได้

จะว่าไปแล้ว เขาโชคดีหรือเปล่าหนอที่เกิดมาเป็นสามัญชนธรรมดา มีฐานะเป็นคนเลี้ยงม้า ได้มีโอกาสเข้านอกออกในพระราชวังในฐานะผู้ติดตาม ได้ใกล้ชิดกับพระบรมวงศานุวงศ์มาตั้งแต่ครั้งยังทรงพระเยาว์... อังเดรใคร่อยากจะรู้เหมือนกัน


เพียงพริบตาที่ทั้งคู่ยังคงจมอยู่กับความคิดของตนเองนั้น รถม้าก็กระตุกแล้วหยุดอย่างฉับพลันจนทั้งคู่แทบหัวคะมำ ออสการ์ไวพอที่จะเหนี่ยวตัวเองไว้กับขอบหน้าต่างแล้วคว้าแขนอังเดรไว้ก่อนที่เขาจะเสียหลัก

"อะไรกันน่ะ?!" ออสการ์โผล่หน้าออกไปทางหน้าต่างเพื่อจะถามคนขับรถม้า ทว่า ภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า กลับเป็นคำตอบได้อย่างดี

รถม้าของหล่อน ถูกโจมตีโดยกลุ่มประชาชนเสียแล้ว!

"คุณออสการ์ครับ แย่แล้ว รีบหนีเถอะ!" ชายหนุ่มคนขับรถม้าร้องเสียงหลง ทว่าดูเหมือนว่าจะสายเกินไป ... บัดนี้กลุ่มชนจำนวนมากว่า 10คน พร้อมด้วยอาวุธต่างๆเท่าที่จะหาได้ในครัวเรือนได้รุมล้อมกันเข้ามาแล้ว

"หยุดรถม้านั่นไว้! อย่าให้มันหลุดออกไปได้นะ!!"
"เร็วเข้าพวกเรา รถม้าของพวกผู้ดี สกัดมันไว้ให้ได้!!"

เสียงกู่ร้องนั้นดังกระหึ่มเสียจนออสการ์ต้องรีบตะโกนให้คนขับรถม้าหนีเอาตัวรอดไปก่อน

"นายอยู่ในนี้นะอังเดร!" หญิงสาวชักดาบออกมาเมื่อรู้ว่ารถม้าเริ่มถูกทุบด้วยของแข็งสารพัน และอังเดรเองก็ชักดาบออกมาแล้วเช่นกัน

"จะบ้าเรอะ! นายนั่นแหละอยู่ในนี้ ปลอดภัยกว่า!"

ไม่ทันที่จะตัดสินได้ว่าใครควรอยู่ใครควรออกไป ประตูรถม้าก็ถูกกระชากเปิดออกโดยชายฉกรรจ์จำนวนหนึ่งที่ร้องตะโกนลั่น

"มันมีอาวุธด้วย!! ยึดเอามาจากไอ้พวกผู้ดีให้ได้นะ!!"
"ลากมันออกมา ลากไอ้พวกผู้ดีนั่นออกมาจากรถม้า เร็ว!!"

สิ้นเสียงนั้น อังเดรก็ถูกคว้าเอาตัวออกไปจากรถม้า โดยที่ออสการ์ถูกฉุดกระชากตามออกไปติดๆ หญิงสาวพยายามปกป้องตัวเองจากอาวุธที่เหล่าชาวบ้านใช้ทุบตีตนด้วยดาบอย่างยากเย็น ได้ยินเสียงของอังเดรร้องเรียกหาตนอยู่ไม่ไกล

"ออสการ์! นายรีบออกไปจากที่นี่เร็วๆ ไปซี่ ออสการ์!!"

"อย่า! รอเดี๋ยว! อย่าทำอะไรเขานะ เขาไม่ใช่พวกผู้ดีหรอก!!" ออสการ์พยายามเหลียวหาอังเดรที่ยังอยู่ในหมู่ผู้คนอีกด้านหนึ่ง ทว่ายิ่งพยายามจะแหวกฝูงชนเข้าไปช่วยเขา ก็ดูเหมือนว่าจะยิ่งถูกพรากกันไกลเข้าไปทุกที

"อย่าทำร้ายผู้ชายคนนั้น ฉันต่างหากที่เป็นผู้ดี ไม่ใช่เขาหรอก ปล่อยเขานะ!!"

วินาทีนั้น ออสการ์รู้สึกได้ว่ามีก้อนอะไรบางอย่างกระทบเข้ากับที่บนศีรษะอย่างแรง หล่อนเอื้อมมือไปกุมบริเวณที่รู้สึกเจ็บโดยสัญชาตญาณ น้ำเหนียวๆสีแดงค่อยๆรินไหลลงมาบริเวณขมับ พลันได้กลิ่นคาวเลือดคลุ้ง ทว่าหญิงสาวกลับยิ่งร้องหาคนสนิทมากกว่าเดิมจนสุดเสียง

"อังเดร!!"

ชายหนุ่มปัดป้องตนเองพันละวันแต่ก็ไม่อาจจะต้านแรงของผู้คนกลุ่มใหญ่นั้นได้ "ออสการ์! หนีไป ไม่ต้องเป็นห่วงฉัน หนีไป!!"

"อังเดร! ไม่ใช่นะ อังเดรไม่ใช่ผู้ดี มีฉันคนเดียวที่เป็นผู้ดี! คนนั้นไม่ใช่ผู้ดีหรอก ไม่ใช่!! อังเดรนายรีบหนีไป หนีไปเร็ว!!"


@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

แฟร์ซองรู้สึกเย็นสันหลังวาบเมื่อได้รับรายงานด่วนจากทหารในควบคุม ขณะที่ร่วมชมละครกับ ท่านนายพลบูลเลย์ ที่โรงโอเปร่า ว่าไปแล้วเขาไม่ได้รู้สึกว่ามันผิดแปลกแต่อย่างใด เพราะในระยะหลัง เขาก็มักจะได้รับรายงานว่าเกิดการ จราจลเล็กๆระหว่าง กลุ่มม๊อบกับพวกขุนนางเกิดขึ้นในปารีสเสมอ จนเป็นที่รู้กันว่า ถ้าไม่มีความจำเป็น ก็จะไม่มีรถม้าของขุนนางเข้าไปในเมืองเลย หรือถ้าเลี่ยงไม่ได้ ก็จะเดินทางด้วยม้าแทน

แต่ที่ทำให้เขาตกใจก็คือ รายงานข่าวว่า

“มีการจราจลเกิดขึ้นที่ ตำบล เซนต์อังตวน ครับ ขณะนี้มีประชาชนราว 200 คนพร้อมด้วยอาวุธในมือ โจมตีรถม้าตระกูลใดไม่ทราบได้ แต่มีตราและธงรูปสิงโตสีน้ำเงินถือดาบ ครับท่าน!”

ตรานั้น… แฟร์ซองไม่มีวันจำผิดไปได้…มันเป็นตราของตระกูลจาร์เจ

หรือว่า … จะเป็นออสการ์?!

“พันเอกแฟร์ซอง ไม่ต้องอยู่คุ้มกันเราแล้วล่ะ นำทหารที่ติดตามมาไปช่วยกันจัดการจราจลในเมืองเสียเถอะ!” แม้ว่าท่านนายพลจะไม่เอ่ยปากออกคำสั่ง แฟร์ซองก็รู้สึกว่า หัวใจของเขาแทบจะติดปีกบินไปก่อนแล้ว

“ครับท่าน!”

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

ร่างสูงสง่าที่ควบม้าเข้ามาในปารีสอย่างเร็วนั้น ได้แต่อดกลั้นความรู้สึกที่ถาโถมอยู่ในใจอย่างเต็มที่ แฟร์ซองรู้สึกหวาดกลัวเหลือเกิน ลางสังหรณ์แปลกๆนี้มันคืออะไรเขาไม่อาจตอบได้

แต่เขากลัวเหลือเกินว่า จะไปไม่ทัน!

นับตั้งแต่วันที่แยกทางกับออสการ์ เพราะเขาล่วงรู้ว่า ผู้ที่หญิงสาวแอบมีใจให้มาตลอด คือเขา คนที่หลงรักสมเด็จพระราชินีอย่างหมดหัวใจ แฟร์ซองก็ไม่ได้พบกับหล่อนอีกเลย ทั้งสองลาจากกันด้วยดี และไม่เคยมีวันใดที่เขาจะไม่นึกถึงหล่อน!

เขาคงจะต้องเสียใจไปตลอดแน่ๆ ถ้าหากว่าไปช่วยเพื่อนรักที่ดีที่สุดไม่ทันการณ์!

ลูกน้องที่ขี่ม้ามาเคียงเขา ชี้ให้ดูอะไรบางอย่างที่อยู่เบื้องหน้า ชายหนุ่มหน้าซีดเผือดลงจนแทบลืมหายใจ

รถม้าที่เขาแน่ใจว่าเป็นของตระกูลจาร์เจ ลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิง สภาพเละเทะไม่มีชิ้นดีราวกับถูกทุบตีมาไม่ยั้ง แฟร์ซองพยายามมองดูรอบๆ ทว่า เขาก็ยังไม่เห็นร่างระหงนั้นแม้แต่น้อย

“ท่านครับ! ทางนี้ครับ!” นายทหารคนหนึ่งเรียกให้เขาฝ่าเข้าไปในหมู่ฝูงชน เมื่อคนกลุ่มนั้นเห็นว่า กองทหารได้บุกเข้ามา ต่างก็แตกตื่นกันไปคนละทิศละทาง และวินาทีนั้น แฟร์ซองก็ได้เห็นร่างๆหนึ่งที่นอนกองอยู่กับพื้น

ผมสีทองในเครื่องแบบทหารสีน้ำเงินเข้มตามระเบียบของกองทหารฝรั่งเศส ... ออสการ์ไม่ผิดแน่!

“ออสการ์? ออสการ์!!”

ร่างระหงที่ฟุบหมดสติอยู่กับพื้นนั้น ไม่มีทีท่าว่าจะกลับคืนฟืนสติแต่อย่างใด แฟร์ซองกระโดดลงจากหลังม้าก่อนจะประคองหล่อนไว้ในอ้อมแขน รับรู้ได้ในทันทีว่า หล่อนผ่ายผอมลงไปมาก ผิดจากครั้งก่อนที่เคยได้โอบกอดหล่อนไว้ขณะที่เต้นรำอยู่ด้วยกัน


ว่าไปแล้ว เขาก็ช่างแสนโง่เขลา ที่ไม่รู้ว่า เคานท์เตสลึกลับผู้นั้น ก็คือออสการ์ ...ทั้งที่เขาใกล้ชิดหล่อนถึงขนาดนั้นแท้ๆ เขากลับไม่เคยรู้อะไรเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหล่อนแอบมีใจให้เขามาเป็นเวลาหลายปี จนกระทั่งมันสายเกินไปที่จะมอบใจให้ใครได้อีก นอกจาก มารี อังตัวเน็ตต์ ราชินีแห่งฝรั่งเศส

น่าสมเพช ... แฟร์ซองเคยนึกอยากรู้ ว่าระหว่างตัวเขา กับออสการ์ ใครที่ทุกข์มากกว่ากัน เพราะเขารู้ดี

ความรักของเขาไม่มีวันสมหวังได้ในชาตินี้แน่นอน
ทว่า หากหล่อนยังมีโอกาสเลือกที่จะกลับมาเป็นผู้หญฺงล่ะก็...

"ออสการ์! ทำใจดีๆไว้นะ!" ชายหนุ่มคว้าแขนข้างหนึ่งของหล่อนมาพาดไว้ที่คอแล้วอุ้มหล่อนขึ้นมา ก่อนจะเอื้อมมือไปคว้าสายบังเหียนม้าของตนไว้หลวมๆ

"ช่วยจัดการทางโน้นที! อย่าใช้ปืน เพราะจะทำให้เกิดจราจลกันใหญ่" เมื่อลูกน้องรับคำสั่งแล้ว เขาก็พาร่างไร้สตินั้นไปแอบพักที่มุมตึกปลอดผู้คน ด้วยไม่แน่ใจว่า จะถูกโจมตีเข้าให้อีกหรือเปล่าในที่แจ้ง

"ทำไมต้องนั่งรถม้าอย่างนั้นเข้ามาในปารีสด้วยนะ ออสการ์..." แฟร์ซองพูดแทบจะกระซิบ วางร่างของออสการ์กึ่งนั่ง ก่อนจะปลดกระดุมเสื้อนอกของตนออกเพื่อดึงเอาผ้าพันคอออกมาเช็ดเลือดที่ไหลลงมาบนใบหน้าของหญิงสาว ทว่าคงจะเพราะความเจ็บ หล่อนจึงร้องครางออกมา คล้ายว่าจะฟื้นคืนสติ

"ออสการ์? ได้ยินฉันมั้ย ออสการ์?!"

ร่างระหงกระพริบตาถี่ๆเพื่อมองภาพตรงหน้าให้ชัดขึ้น แล้วก็แทบจะนึกว่าตัวเองฝันไป

"แฟร์...แฟร์ซอง?!"

"ออสการ์ โล่งอกไปทีที่ได้สติแล้ว เจ็บตรงไหนบ้างหรือเปล่า นายหัวแตกด้วยนี่นา" พูดพลางพันผ้าไว้รอบศีรษะหล่อน ทว่าเจ้าตัวดูจะยังไม่มีสติมากพอ

"ตอนนี้ฉันกำลังจะกลับไปบ้านเกิดพอดีเพื่อไปคุมกองทหารสวีเดน เพราะต้องไปรบกับรัสเซียตามรับสั่งของพระเจ้ากุลสตาฟ"

คำพูดของแฟร์ซองค่อยๆซึมซับเข้าไปในโสตประสาทของออสการ์อย่างแช่มช้า หล่อนพยายามตั้งสติ แล้วก็นึกถึงสิ่งสุดท้ายได้ว่า หล่อนแหวกตนออกมาจากฝูงตนสำเร็จ ทว่า ไปไม่ถึงตัวอังเดร มีเสียงผู้คนร้องตะโกนลั่นให้จับตัวหล่อนไว้ให้ได้

อังเดร... นั่นสิ อังเดรล่ะ?
อังเดรอยู่ที่ไหน?!

"แฟร์ซอง! อังเดร..อังเดรล่ะ? อังเดรอยู่ที่ไหน?!" หญิงสาวคว้าแขนแฟร์ซองมาคาดคั้น

"อังเดรเรอะ? อังเดรมากับนายด้วยงั้นเรอะ?"

"อะไรกัน!อังเดรยังหลงอยู่ในกลุ่มคนเรอะเนี่ย!" ขาดคำ ออสการ์ก็ลุกพรวดพราด ตั้งท่าจะวิ่งออกไปจนแฟร์ซองแทบจะคว้าแขนไว้ไม่ทัน

"เดี๋ยวก่อนออสการ์! นายอย่าเอ็ดไป มันอันตรายนะ อยู่ที่นี่นายมีสิทธิ์ตายได้ทุกเวลานะออสการ์!" น่าแปลกที่เรี่ยวแรงของหญิงสาวดูจะมากมายจนเขาแทบจะต้านไว้ไม่ได้ทั้งที่เพิ่งฟื้นจากอาการเจ็บ

"ปล่อยฉัน แฟร์ซอง! อังเดร...อังเดรของฉันกำลังอยู่ในอันตราย!!"

" 'อังเดรของฉัน' อย่างนั้นเรอะ..?"

วินาทีนั้นเองที่ออสการ์รู้สึกวาบสันหลังอย่างไม่รู้ตัว แขนที่พยายามสะบัดออกจากมือของแฟร์ซองเป็นอิสระในทันใด ทว่าหล่อนไม่ได้วิ่งออกไปจากที่นั่นในทันที... ความรู้สึกนี้ช่างแปลกนัก

มันแปลบปลาบก็จริง แต่ผิดกับความรู้สึกที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ที่มาพร้อมกับความเจ็บปวดและอึดอัดใจ ... เมื่อกี้ หล่อนพูดอะไรออกไปนะ?

อังเดรของฉัน...
อังเดรของฉัน... อย่างนั้นเรอะ?!


แฟร์ซองเองก็อยู่ในความตระหนกชั่วอึดใจ ก่อนที่จะยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยนแล้วเอื้อมมือมากุมมือหล่อนไว้

"เอาล่ะ เข้าใจแล้ว ฉันจะไปช่วย 'อังเดรของเธอ' เอง คอยอยู่ตรงนี้ก่อนนะ พอฉันช่วยอังเดรออกมาได้ ก็เตรียมตัวเรียกรถม้าหนีไปทันที ตกลงนะ?!"

แว่บหนึ่งที่แฟร์ซองบีบมือข้างนั้นของออสการ์ไว้ ก่อนจะสวมกอดร่างละมุนของหล่อนอย่างอบอุ่น

"ก่อนจากกัน ฉันอยากจะบอกให้เธอรู้ไว้ ...ออสการ์ ฉันรักเธอนะ! รักเธอเสมอ ขอให้เธอโชคดีนะ เพื่อนรัก!"

"แฟร์ซอง!"

สิ้นสุดคำนั้น ร่างสูงกำยำสง่างามก็โหนตัวขึ้นม้าอย่างรวดเร็ว ในขณะที่อีกฝ่ายยังคงนิ่งงันอยู่ในภวังค์ จนชายหนุ่มต้องหันมากำชับ

"แค่เรียกรถม้าอย่างเดียว คงไม่เกิดเรื่องซ้ำสองนะ ระวังตัวให้ดีด้วยล่ะ!" แฟร์ซองทำความเคารพตามระเบียบทหาร เพราะอย่างไรเสีย หล่อนก็มียศสูงกว่าเขา ชายหนุ่มยิ้มให้ออสการ์อีกครั้งก่อนจะควบม้าจากไป


ออสการ์รู้สึกว่าเรี่ยวแรงของตนแทบจะหดหายไปจนหมดสิ้น แผ่นหลังรับรู้ถึงสัมผัสของกำแพง ทว่า ขาหล่อนกลับหมดแรงจนหล่อยค่อยๆร่วงลงสู่พื้น คำว่ารักจากแฟร์ซองยังคงก้องอยู่ในหู ทว่า สิ่งเดียวที่หล่อนคิดได้ในตอนนี้ กลับไม่ใช่คำพูดของเขา ออสการ์ได้แต่ครางออกมาเบาๆ

"อังเดร... ของฉัน?"

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

 

Next

 


Once upon a time.. when comics were not yet copyright..